Skip to content

เทคนิคการเรียนรู้ตามแบบฉบับ STAR STEMS สอดรับกับ Edgar Dale Cone

ศาสตราจารย์ Edgar Dale ชาวอเมริกัน ได้แนะนำ Cone of Experience กรวยของประสบการณ์ของการเรียนรู้โดยจำแนกตามความเป็นนามธรรมและรูปธรรมที่ต้องใช้อายตนะ (หู ตา จมูก ลิ้น กาย) ในการเรียนรู้ ออกเป็น 11 ระดับจากระดับล่างสุดที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดและเป็นนามธรรมน้อยที่สุดที่ใช้อายตนะทั้งหมดสำหรับประสบการณ์ในการเรียนรู้ไปจนที่เป็นนามธรรมมากที่สุดแต่เป็นรูปธรรมน้อยที่สุดในระดับ 11 บนสุดที่เหลือเฉพาะ “หู” ที่ใช้ในการเรียนรู้ เรามาแจกแจงในแต่ละระดับจากบนลงล่างดังนี้

Edgar Dale's Cone
ภาพที่ 1 Edgar Dale’s Cone of experience

ที่มา https://www.growthengineering.co.uk/

ระดับที่ 11 Verbal Symbols สัญลักษณ์ที่เป็นคำพูดจะเป็นนามธรรมมากที่สุด ไม่มีการเกี่ยวโยงไปถึงรูปธรรมของสิ่งที่กล่าวถึงหรือแนวคิดที่คำพูดนั้นแทนได้เลย เช่น พูดคำว่า Horse ภาษาอังกฤษ กับ พูดคำว่า ม้า ในภาษาไทย นั้นหมายถึงสัตว์ชนิดเดียวกัน แต่สมมติด้วยคำพูดที่ต่างกันไปตามภาษาท้องถิ่นที่มีมากมาย โดยที่ถ้าไม่เข้าในภาษานั้นๆ คนที่ได้ฟังก็ไม่เข้าใจว่าหมายถึงสัตว์ที่นิยามว่าม้า ได้เลย ซึ่งชัดเจนว่ามีความเป็นนามธรรมมากที่สุด

ระดับที่ 10 Visual Symbols สัญลักษณ์ที่เป็นที่ตามองเห็น เช่น ตาราง แผนที่ รูปภาพ ไดอะแกรม ป้ายต่างๆ เป็นต้น เป็นสัญลักษณ์ที่ยังเป็นนามธรรมอยู่มาก แต่ทำขึ้นเพื่อแทนความเป็นจริงบางอย่างด้วยบางสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

ระดับที่ 9 Recordings, Radio and Still Pictures ในยุคสมัยนั้น คือเทปบันทึกเสียง สถานีวิทยุ และภาพนิ่ง แต่ในสมัยใหม่นั้นอาจรวมถึงภาพถ่ายต่าง ๆ และ ไฟล์เสียงด้วย ซึ่งยังเป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่เป็นทางเดียวอยู่

ระดับที่ 8 Motion Pictures และระดับที่ 7 Educational Television ทั้งสองระดับจะมีผลที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือทั้งภาพยนต์ ทีวีช่องการศึกษา รวมไปถึง วิดีโอ animations ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านจอโดยได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านเสียงและภาพที่เคลื่อนไหว ซึ่งยังเป็นประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมอยู่โดยใช้การเห็นและการฟังเท่านั้น

ระดับที่ 6 Exhibits เป็นระดับแรกที่เริ่มออกห่างจากนามธรรม แม้ส่วนใหญ่จะเป็นแค่การแสดงให้เห็น โดยมีการจับต้องที่น้อยที่สุดก็ตาม แต่ก็เป็นการเอาของจริงหรือของจำลองมาแสดงโชว์ให้เห็นกับตา เช่นการแสดงในพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น บางการแสดงอาจจะให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมด้วยก็ได้

ระดับที่ 5 Study Trips เรารู้จักกันในนามทัศนศึกษานั่นเอง เป็นประสบการณ์เรียนรู้จากของจริงจากชีวิตจริง รวมทั้งอาจจะได้มีส่วนร่วมเป็นประสบการณ์ตรงที่ได้จากนอกห้องเรียนนั่นเอง ทำให้นักเรียนได้มีโอกาสเปรียบเทียบสิ่งที่ได้รับการฝึกฝนมากับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง

ระดับที่ 4 Demonstrations เป็นประสบการเรียนรู้จากการสาธิตด้วยของจริงให้เห็นข้อเท็จจริง แนวความคิด หรือกระบวนการต่างๆ ซึ่งการสาธิตอาจรวมไปถึงภาพถ่าย ภาพวาด ฟิล์ม และ สื่ออื่นๆ เพื่อช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและความชัดเจนของการเรียนรู้ ซึ่งอาจจะให้มีส่วนร่วมด้วยก็ได้

ระดับที่ 3 Dramatized Experiences เป็นการเรียนรู้ด้วยการแสดงโดยแบ่งบทบาทหน้าที่ให้ผู้เรียนได้แสดง นับเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ดู กลายเป็นผู้ร่วมแสดง นับเป็นประสบการณ์ที่ได้จากสถานการณ์ที่สมมติขึ้นมาซึ่งจะช่วยให้มีความเข้าใจในความคิดหรือแนวคิดได้ดีกว่า นับเป็นการช่วยให้เข้าถึงความเป็นจริงบางอย่างที่ยากที่จะได้รับในชีวิตจริงได้ ซึ่งจะให้ได้ประสบการณ์จากการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยได้หรือไม่เกิดความเสียหายจริง เช่น การแสดงเกี่ยวกับการลงทุน ซึ่งให้เกิดการล้มเหลวในการลงทุนที่เป็นการแสดง ดีกว่าจะไปล้มเหลวของการลงทุนในชีวิตจริง เป็นต้น

ระดับที่ 2 Contrived Experiences จะเน้นการเขียนบทของความเป็นจริง โดยใช้แบบจำลอง และต้นแบบต่างๆ เพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งอาจจะทำให้ได้แนวคิดที่ง่ายในการเข้าใจ บางทีก็ได้ผลดีกว่าความเป็นจริงที่ใช้แทนก็ได้ ประสบการณ์ที่สร้างสรรค์นี้เป็นประโยชน์มากๆ และทำให้ประสบการณ์การเรียนรู้เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งง่ายกว่าในการจัดการหรือดำเนินการ

ระดับที่ 1 Direct Purposeful Experiences เป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่เกิดจากการใช้อายตนะทั้งหู ตาม จมูก ลิ้น กาย ในการเรียนรู้ (รวมทั้ง ใจ ซึ่งได้ใช้มาในทุกระดับอยู่แล้ว) ในการสร้างสมประสบการณ์ที่เรียกว่า ประสบการณ์เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ซึ่งนับเป็นสุดยอดของประสบการณ์ในการเรียนรู้ในทุกระดับ

ในการฝึกอบรมนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในปัจจุบัน จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เข้ารับการอบรมแบบผสมผสานกัน จนถึงระดับที่ 1 เลยทีเดียว โดยในช่วงแรก จะเป็นการให้ความรู้พื้นฐานแนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ซึ่งนับเป็นการผสมผสานกันตั้งแต่ระดับที่ 11 ไล่ลงมาถึงระดับ 6 ที่ยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ให้เห็น โดยมีการถามและให้ผู้เข้ารับการอบรมตอบไปด้วย

จากนั้นก็จะมีการสาธิตการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในการแก้ไขสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้เข้ารับการอบรมโดยตรง หรือเป็นสถานการณ์จริงที่ผู้เข้ารับการอบรมเสนอให้ใช้เป็นสถานการณ์โจทย์ (SBL) ในการฝึกประยุกต์ใช้ที่เรียกว่าแบบปิดจังหวะ หรือลงมือทำร่วมกันไปทีละขั้นตอน กล่าวคือ จะเป็นการประยุกต์ใช้ STAR STEMS ในการแก้ไขสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง หรือเกิดขึ้นจริง ๆ กับผู้เข้ารับการอบรม โดยที่วิทยากรไม่ได้เตรียมมาเองหรือรู้ตัวมาก่อน ซึ่งเทียบได้กับระดับที่ 4 ผสมผสานกับระดับที่ 3 ของ Edgar Dale Cone of Experience นั่นเอง ซึ่งจะเป็นการสาธิตให้เห็นว่ากระบวนการ STAR STEMS นั้นใช้อย่างไร ใช้ได้จริงไหม จนทำให้ผู้เข้ารับการอบรมมีประสบการณ์เบื้องต้นในการประยุกต์ใช้ STAR STEMS ที่ได้รับฟังมาในช่วงแรก

จากนั้นจะปิดท้ายด้วยการแยกกลุ่มลงมือทำการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญาตามแนวทางที่ได้มีการให้ความรู้ในช่วงแรกและการประยุกต์ใช้ในช่วงที่สอง ซึ่งก็คือ ระดับที่ 1 ของ Edgar Dale Cone of Experience นั่นเอง ซึ่งจุดแข็งประการสำคัญของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นั้นจะใช้สถานการณ์เป็นฐานในการเรียนรู้ ดังนั้นผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำเอาสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตนมาเป็นสถานการณ์ในการลงมือปฏิบัติจริงได้เลย ก็จะเป็นประสบการณ์ตรงในการประยุกต์ใช้ประโยชน์ STAR STEMS

เนื่องจากนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS เป็นกระบวนการที่ใช้กับสถานการณ์จริงได้ จึงเป็นจุดเด่นที่ผู้เรียนรู้สามารถนำไปฝึกฝนการประยุกต์ใช้แก้ไขสถานการณ์ได้ในชีวิตประจำวัน จึงนับเป็นประสบการณ์ในการเรียนรู้ในระดับที่ 1 ของ Edgar Dale Cone of Experience อยู่เป็นประจำนั่นเอง เนื่องด้วยนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS เป็นกระบวนการคิดที่รอบคอบ รอบด้าน จึงเป็นการพัฒนาคุณภาพความคิดของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการพัฒนาทัศนคติ ความเชื่อที่ถูกต้อง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆ ในทางที่ดีขึ้น มีความเป็นสัตบุรุษที่มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ และเป็นคนที่สังคมต้องการในที่สุด

โดยสรุป การฝึกอบรมนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นั้นจะต้องมี 3 ส่วนหลัก คือ 1) ส่วนให้ความรู้ คือ ให้ผู้เข้ารับการอบรม “รู้ตาม” สอดคล้องกับระดับที่ 6 ของ Edgar Dale Cone of Experience 2) ส่วนให้ความคิด คือ ให้ผู้เข้ารับการอบรมคิดตามและพยายามดึงเอาความรู้มาใช้ ผ่านการสาธิตกับสถานการณ์จริงแบบเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มให้ “รู้จริง”สอดคล้องกับระดับที่ 4 และ ระดับที่ 3 ของ Edgar Dale Cone of Experience 3) ส่วนให้ลงมือปฏิบัติ คือ การแยกกลุ่มฝึกประยุกต์ใช้ STAR STEMS กับสถานการณ์จริงหรือใกล้เคียงกับของจริง เพื่อบังคับให้ “รู้จริง” สอดคล้องกับระดับที่ 1 ของ Edgar Dale Cone of Experience ส่วนสุดท้าย จะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เข้ารับการอบรมนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ STAR STEMS และเป็นผลดีต่อเขาเองที่จะมีเครื่องมือพิเศษมาช่วยหาทางแก้ไขสถานการณ์ของตนเองได้อยู่เสมอ

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (2567), รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง หลักการและแนวทางการปฏิบัตินวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS สำหรับการสร้างสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุขยั่งยืน, สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.

พหล สง่าเนตร, พลเอก (2568), ยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์สตาร์สะเต็มส์ STAR STEMS STRATEGY, ธนอรุณการพิมพ์, 2568.

สมเกียรติ สัมพันธ์, พลโท (2568), powerpoint, เอกสารประกอบการฝึกประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS แบบปิดจังหวะ (ทีละขั้นตอน), 2568

Edgar Dale’s Cone of Experience : Comprehensive Guide, http://www.growthengineering.co.uk/

ด้วยความปรารถนาดีจาก

พลโท.ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์

ฝ่ายวิชาการและการวิจัย

มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *