Skip to content

เจาะลึกการกำหนดเป้าหมาย STAR

ภาพที่ 1 ขั้นการกำหนดเป้าหมาย STAR

ที่มา พลโท สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)

ในกระบวนการแก้ไขสถานการณ์ SBL ตามกระบวนการนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS หลังจากขั้นตอนกำหนดสถานการณ์โจทย์ SBL ที่เป็นจุดเริ่มต้นแล้วนำข้อมูล SBL ที่มีไปใช้ในขั้นต่อไปก็คือการกำหนดเป้าหมาย STAR ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องใฝ่ฝันต้องการไปให้ถึงร่วมกัน

บางท่านอาจจะมีคำถามในใจแล้วว่าทำไมถึงต้องกำหนดเป้าหมาย STAR ด้วย? เริ่มจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรานั้นมักจะเกี่ยวข้องกับผู้อื่นในสังคมที่อยู่ร่วมกัน การกำหนดเป้าหมายที่ต้องการได้หลังจากที่ร่วมกันแก้ไขสถานการณ์แล้วคือ STAR นั้นมีประโยชน์หลายประการ ประการแรก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะได้เข้าใจตรงกันว่าเป้าหมายร่วมกันนั้นคืออะไร ที่จะไปให้สุด ไปถึงที่ไหน ประการต่อมาการกำหนดเป้าหมายร่วมกันนั้น จำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อนที่จะหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ ที่ว่าจำเป็นนั้น เพราะว่าแต่ละคนอาจจะมีเป้าหมายส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่เป้าหมายส่วนตัวในตอนแรกเจอสถานการณ์นั้นไม่ค่อยตรงกันซึ่งถือว่าเป็นปกติธรรมดา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนที่สะสมมา ดังนั้นการกำหนดเป้าหมาย STAR จึงเป็นขั้นตอนที่จะทำให้มีเป้าหมายร่วมกันที่เกิดจากการเจรจาต่อรอง แลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ ความคิดเห็นในเป้าหมายที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นควรจะได้เป้าหมายที่ทุกคนยอมรับได้ ประการต่อมาข้อดีที่มีขั้นตอนนี้ ก็คือ เป็นการเริ่มสร้างจุดร่วมสงวนจุดต่างของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการเริ่มที่จะดึงไปสู่สิ่งที่แต่ละคนใฝ่ฝันที่เหมือนกันออกมา ที่แตกต่างกันเก็บเอาไว้ก่อน โดยเฉพาะในสถานการณ์ของความขัดแย้งที่แต่ละฝ่ายก็มีความต้องการที่ยึดมั่นถือมั่นอยู่ ในขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนแรกๆ ของการเจรจาต่อรองเพื่อให้ฝ่ายตนเองได้ ดังนั้นในสถานการณ์ขัดแย้งดังกล่าวจึงควรจะมีคนกลางคอยสรุป STAR ที่ตกลงกันได้ว่าเอาแค่ไหนที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกับการแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้

คำถามที่ว่าหากไม่มีการกำหนด STAR เลยจะเป็นอย่างไร? หากว่าไม่มีการกำหนด STAR ในครั้งนี้เลยนั้นจะมีเฉพาะในกรณีที่มี STAR อยู่เดิมแล้วนำมาใช้ในครั้งนี้ด้วย หรือเป็นสถานการณ์ที่เข้าใจได้ง่าย ตรงกัน ไม่ซับซ้อน จนไม่จำเป็นต้องถามแต่ละคน เพราะก็รู้อยู่แล้วว่า STAR คืออะไร จึงอาจจะทำให้รู้สึกว่าเสียเวลาจึงละเลยขั้นตอนนี้ไป แต่ถ้าไม่เข้าข่ายในทั้งสองกรณีนี้ หากไม่มีการกำหนดเป้าหมาย STAR ไว้ก่อนจะส่งผลให้แต่ละคนเสนอวิธีการแก้ไขสถานการณ์โดยมีผลไปตามที่แต่ละคนคิดอยากได้ เกิดขึ้นตามมานั้น จะทำให้เกิดวิธีการแก้ไขสถานการณ์เป็นไปแบบต่างคนต่างทำ ไปคนละทิศคนละทาง เหมือนกับการร่วมกันภายเรือ แต่ไม่รู้ร่วมกันเลยว่าจะพายเรือไปทิศทางไหน ต่างคนต่างพาย และคิดเอาเองว่าจะพายไปในทิศทางที่ตนต้องการ จนเกิดอาการที่เรือวนไปวนมา ไม่ไปไหน ก็เหมือนกับการแก้ไขสถานการณ์ที่ไร้ทิศทางไร้เป้าหมายนั่นเอง หากนำวิธีการแก้ไขที่ได้ไปใช้จริง อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง จนในที่สุดอาจจะต้องหันกลับมาในขั้นตอนกำหนดเป้าหมายร่วม STAR นี้ใหม่เพื่อกำหนด STAR อีกครั้ง และอาจจะต้องทบทวนกระบวนการที่ทำมาแล้วทั้งหมดใหม่อีกด้วย ซึ่งจะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

บางท่านอาจจะมีคำถามในใจว่าทำไมถึงกำหนดเป้าหมาย (STAR) ก่อนที่จะหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์นั้น (STEMS)? การดำเนินการเช่นนี้มีเหตุผลหลายประการ คือ ประการแรก การกำหนดเป้าหมาย STAR ก่อนจะทำให้ผู้ที่จะร่วมกันหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ได้ทราบถึงเป้าหมายร่วมกันก่อนที่จะหาทางแก้ไข เมื่อทุกคนเห็นเป้าหมายเดียวกันย่อมร่วมกันหาวิธีการแก้ไขให้ได้เป้าหมายเดียวกันได้ เหมือนกับการพายเรือร่วมกัน และทุกคนรู้ว่าจะพายไปทิศทางไหน ทุกคนก็จะช่วยกันพายไปได้ถูกต้อง เหตุผลประการต่อมา เพราะเป้าหมาย STAR คือสิ่งที่ทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น ส่วนกระบวนการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ STEMS นั้นเป็นการหาวิธีการที่ทำให้เกิดขึ้นตามมา ซึ่งจะออกแบบมาเพื่อตอบสนองเป้าหมาย STAR นั้นโดยตรง เหตุผลประการต่อมา เป้าหมาย STAR จะช่วยกำหนดขอบเขตและเกณฑ์วัดผล ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของกระบวนการ STEMS ในการออกแบบวิธีการแก้ไขสถานการณ์ เหตุผลประการต่อมา หากดำเนินการตามกระบวนการ STEMS หาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ โดยที่ไม่มีเป้าหมาย STAR ที่ชัดเจนก่อน อาจเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดการแก้ไขสถานการณ์ไม่ตรงจุด หรือใช้ทรัพยากรเกิดความจำเป็น หรือได้ผลไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้อง

ในบางสถานการณ์ที่ซับซ้อนหรือไม่เคยเผชิญมาก่อน อาจจะต้องมีการปรับเป้าหมาย STAR หลังจากการค้นพบข้อมูลใหม่จากกระบวนการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ STEMS แต่ในกรณีนี้ก็ต้องมีการกำหนดเป้าหมาย STAR ชั่วคราวขึ้นมาเพื่อเป็นทิศทางเริ่มต้นก่อน

คุณลักษณะของ STAR ที่พึงประสงค์
ภาพที่ 2 คุณลักษณะของ STAR ที่พึงประสงค์

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)

การกำหนดเป้าหมาย STAR ที่ดีนั้นต้องมีคุณลักษณะ 4 ประการด้วยกัน ตามอักษรย่อ STAR คือ 1) Sustainability (ยั่งยืน) 2) Timeliness (ถูกเวลา) 3) Applicability (ใช้ได้จริง) 4) Response to needs (ตอบสนองความต้องการ)

การกำหนดให้เป้าหมาย STAR มีความยั่งยืน (Sustainability) หมายความว่า เป้าหมายที่จะได้รับจากการแก้ไขสถานการณ์ SBL ที่ร่วมกันกำหนดขึ้นนั้นควรคำนึงถึงความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นตามมา ควรมีผลกระทบในห้วงระยะเวลาหนึ่งที่ยาวนานมากพอที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน นานตราบเท่าที่สถานการณ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การกำหนดเช่นนี้เพื่อป้องกันการมุ่งแก้ไขสถานการณ์เอาแค่เฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาว

การกำหนดให้เป้าหมาย STAR ถูกเวลา (Timeliness) หมายความว่า เป้าหมายที่จะได้รับตามมาจากการแก้ไขสถานการณ์ SBL ที่ร่วมกันกำหนดขึ้นนั้นควรเป็นผลตามมาที่ถูกเวลา ให้เหมาะกับเวลาที่ควรจะเกิดผลขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่ถูกเวลาทั้งในช่วงเวลาที่จะดำเนินการแก้ไขรวมทั้งห้วงเวลาที่จะให้ผลตามมาที่เหมาะสม

การกำหนดให้เป้าหมาย STAR ใช้ได้จริง (Applicability) หมายความว่า เป้าหมายที่จะได้รับตามมาจากการแก้ไขสถานการณ์ SBL นั้นควรเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้จริง อันเป็นการตีกรอบถึงวิธีการแก้ไขสถานการณ์นั้นควรอยู่ในขีดสามารถของกลุ่มที่จะปฏิบัติได้หรือหามาได้

การกำหนดให้เป้าหมาย STAR ตอบสนองกับความต้องการ (Response to needs) หมายความว่า เป้าหมายที่จะได้รับตามมาจากการแก้ไขสถานการณ์ SBL ที่ร่วมกันกำหนดขึ้นนั้นควรตอบสนองความต้องการและเป็นที่ยอมรับของทุกคน อันเป็นการกำหนดขอบเขตของวิธีการแก้ไขสถานการณ์นั้นควรให้ผลที่จะได้รับต้องตอบสนองความต้องการที่แท้จริง

ทั้ง 4 คุณลักษณะของ STAR นั้นล้วนเป็นสิ่งที่ดี เป็นไปในเชิงบวกทั้งสิ้น ดังนั้นในขั้นตอนนี้แม้จะเป็นขั้นตอนแรกที่กลุ่มจะได้นำเสนอในผลที่จะตามมาจากการแก้ไขสถานการณ์ตามที่ตนต้องการ หากสิ่งที่ตนต้องการนั้นมีทั้ง 4 คุณลักษณะ ก็ย่อมเป็นที่ยอมรับของสังคมในกลุ่มที่กำลังเผชิญสถานการณ์นั้นอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นเป้าหมาย STAR ที่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน จึงจะได้รับการยอมรับ หากมีประโยชน์แอบแฝงที่เห็นชัดเจน ย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม

ในกระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ทั้งหมด จะมีหลักการที่ใช้การเจรจา พูดคุย มีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ที่อาจเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ภายในกลุ่ม การนำเสนอของแต่ละคนควรมีข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ที่วัดได้ ตรวจสอบได้ มาประกอบกับสิ่งที่ตนเองเสนออยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความรอบคอบ รอบด้าน มีความเข้าใจที่ตรงกันและยอมรับได้ภายในกลุ่ม ก่อนที่จะมีการตกลงใจกันในแต่ละขั้นตอน โดยที่จะไม่มีการโหวตหรือลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินเอาชนะในแต่ละประเด็นอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS มีหลักการที่จะไม่ใช้ระบบประชาธิปไตยในการดำเนินการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะใช้ระบบธรรมาธิปไตยมาประกอบด้วยเสมอ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเอาชนะกันด้วยเสียงข้างมากที่ไม่ส่งผลดีต่อสังคม ก่อให้เกิดการแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกในสังคม ที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง แต่จะใช้การพูดคุย เจรจา การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แลกเปลี่ยนมุมมอง และประสบการณ์กัน โดยมีข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้อารมณ์ความรู้สึกที่ปราศจากเหตุผลรองรับ กระบวนการดังกล่าวนี้จะเป็นกระบวนการสร้าง การรู้จักกัน การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ยอมรับกันให้มากขึ้น ด้วยธรรมชาติที่ว่าการแสดงออกมาทางคำพูด ภาษากาย หรือการกระทำ พฤติกรรมต่าง ๆ นั้น จะบ่งชี้ไปถึงจิตใจ ความคิดเห็น ทัศนคติของผู้นั้นได้ และด้วยธรรมชาติอีกข้อหนึ่ง ก็คือทุกคนอยากเป็นคนดี เป็นที่ยอมรับของสังคม นอกจากนี้การมีกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังกล่าว จะทำให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนาตนเองไปด้วย ถ้ารู้จัก “จับดี” จากการรับฟัง การเห็นความคิดความอ่านที่ดีของผู้อื่น แล้วนำมาพัฒนาให้มีขึ้นในตนเอง ดังนั้น การกำหนด STAR ก็จะอยู่ในลักษณะเดียวกันตามที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เช่นกัน

สำหรับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าจะเนื่องด้วยเป็นสถานการณ์ส่วนตัวหรือเป็นสถานการณ์ทางสังคมก็จริง แต่ใช้ฝ่ายเดียวโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้เข้าร่วมหรือยังไม่พร้อมที่จะร่วม จะเนื่องด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม แต่ในขั้นตอนการกำหนดเป้าหมาย STAR ที่มี 4 คุณลักษณะด้วยตัวคนเดียวจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้ประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา ถ้าหากมีประสบการณ์ตรงในการประยุกต์ใช้ที่มาก ย่อมมีความชำนาญในแต่ละขั้นตอนมาก แทบจะเป็นไปแบบอัตโนมัติและมีความรวดเร็วในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ได้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลทำให้การแก้ไขสถานการณ์ได้สำเร็จ

สำหรับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญาในหน่วยงานหรือองค์กรที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่ชัดเจน มีกฎเกณฑ์ ระบบ ระเบียบรองรับแล้ว การกำหนดเป้าหมาย STAR ที่เหมาะสมนั้น ควรจะได้จากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งผู้บริหารจะมอบหมายงาน (สถานการณ์โจทย์ SBL) มาพร้อมกับเป้าหมายที่ต้องการ (STAR) ซึ่งจะเป็น 2 ขั้นตอนแรกของกระบวนการแก้ไขสถานการณ์ของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นั่นเอง จากนั้นผู้ที่ได้รับมอบหมายก็จะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์นั้นด้วยกระบวนการ STEMS ต่อไป จนสำเร็จ

จาก SBL ถึง STAR แล้วเราจะไปอย่างไรให้ถึง
ภาพที่ 3 จาก SBL ถึง STAR แล้วเราจะไปอย่างไรให้ถึงได้อย่างไร

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์

โดยสรุปการกำหนดเป้าหมาย STAR ที่ต้องการนั้น เป็นขั้นตอนที่ 2 ต่อจากการกำหนด SBL ตามกระบวนการแก้ไขสถานการณ์ของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS เป็นขั้นตอนที่จำเป็นและมีความสำคัญมาก เป็นกรอบเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะช่วยให้กระบวนการ STEMS ในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น ตรงประเด็นมากขึ้น ซึ่งการกำหนดเป้าหมาย STAR ที่ดีนั้นควรจะมีคุณลักษณะ 4 ประการ ได้แก่ ควรมีความยั่งยืน ถูกเวลา ใช้ได้จริง และตอบสนองความต้องการ เมื่อได้เป้าหมาย STAR ที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อ ๆ ไป คือหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ SBL เพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย STAR ด้วยกระบวนการ STEMS ต่อไป

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (2567), รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง หลักการและแนวทางการปฏิบัตินวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS สำหรับการสร้างสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุขยั่งยืน, สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.

พหล สง่าเนตร, พลเอก (2568), ยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์สตาร์สะเต็มส์ STAR STEMS STRATEGY, ธนอรุณการพิมพ์, 2568.

สมเกียรติ สัมพันธ์, พลโท (2568), powerpoint, เอกสารประกอบการฝึกประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS แบบปิดจังหวะ (ทีละขั้นตอน), 2568

ด้วยความปรารถนาดีจาก

พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์

ฝ่ายวิชาการและการวิจัย

มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *