Skip to content

STAR STEMS ดุจเครื่องมือพิเศษส่วนกลางในการแก้ไขสถานการณ์ร่วมกัน

การที่คนเราต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเป็นสังคมขึ้นมานั้น นอกจากความคิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพูด การกระทำทางกายต่างๆ ตลอดจนการทำมาหาเลี้ยงชีพนั้น จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่มากก็น้อย จนเกิดเป็นสถานการณ์ต่างๆ ร่วมกันขึ้นมาในสังคมนั่นเอง เมื่อมีสถานการณ์ที่มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไปแล้ว การแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น ก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่ ต่างคนต่างแก้ไขกันไปเอง ไปจนถึงการร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ เวลาที่มี บุคคลที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

ถ้าหากเป็นสถานการณ์ที่สลับซับซ้อน มีเหตุมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายนั้น ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กระบวนการแก้ไขสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ และต้องการความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกันในการช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี กระบวนการแก้ไขสถานการณ์ด้วยนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ดีมีประสิทธิภาพที่มีความโดดเด่น พอที่จะจำแนกเพื่อความเข้าใจใน STAR STEMS ได้ดังนี้

1. เป็นกระบวนการแก้ไขสถานการณ์ที่สร้างความมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งกระบวนการ

2. เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ตลอดทั้งกระบวนการแก้ไขสถานการณ์นั้น จะมีความคิดเห็นที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ ทุกคนควรมีโอกาสได้สื่อสารความคิดเห็นของตนออกมา จึงจะเกิด “คิดร่วม

3. เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนการเรียนรู้ในการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปได้ และฝึกฝนในการจับประเด็นสำคัญที่ผู้อื่นได้นำเสนอ การฟังที่สมบูรณ์นั้น เกิดจากเลือกที่จะฟัง ตั้งใจฟัง ทำความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังและจดจำสิ่งที่ได้ฟังนั้นได้ จึงจะเกิดการฟังที่สมบูรณ์ขึ้น เรียกได้ว่า ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี นั่นเอง

4. เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนเรียนรู้ในการสื่อสารนำเสนอแนวคิดของตนเองให้กับผู้อื่น เรียกได้ว่า ฝึกเป็นผู้นำเสนอที่ดี ฝึกการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจในความคิดความอ่านของตนเอง หากมีแนวความคิดที่ดี แต่ไม่สามารถบอกให้คนอื่นได้ ก็นับว่าไร้ค่า ฝึกพูดด้วยหลักที่ว่า “คิดในทุกคำที่พูด แต่ไม่พูดในทุกอย่างที่คิด” ทั้งการนำเสนอและการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายมุมมองนั้น ส่งผลให้เกิดการ “คิดรอบ” ขึ้น

5. เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนให้เกิดการเจรจาต่อรอง ในส่วนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ย่อมมีการยืนยันในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นและต้องการ แต่ในบางสถานการณ์อาจจะมีการเสียสละ ยินยอมถอยเพื่อส่วนรวม ที่จะให้การแก้ไขสถานการณ์ดำเนินต่อไปได้

6. เป็นกระบวนการที่สร้างผู้นำธรรมชาติขึ้นภายในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มสามารถทำการแก้ไขสถานการณ์ร่วมกันได้สำเร็จ อาจจำเป็นต้องมีผู้นำภายในกลุ่มขึ้นโดยธรรมชาติที่จะนำไปสู่การตัดสินใจเพื่อให้ได้ข้อยุติในบางประเด็น เพื่อให้กระบวนการแก้ไขสถานการณ์ที่เผชิญหน้าร่วมกันนั้น เดินหน้าต่อไปได้ โดยยึดโยงข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ มีเหตุผลและเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก

7. เป็นกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุ-ผล เน้นความเป็นจริง มีหลักฐานเชิงประจักษ์จับต้องได้ สัมผัสได้เป็นหลัก อันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการพัฒนาสังคมที่ยอมรับความเป็นจริงเป็นเหตุเป็นผล มากกว่าความรู้สึก

8. เป็นกระบวนการที่เน้นการใช้ปัญญา มากกว่าจะใช้แค่ความรู้สึกในการแก้ไขสถานการณ์ หากจะชอบหรือไม่ชอบอะไร ก็ควรจะมีเหตุผลประกอบ สามารถอธิบายต่อสังคมได้เสมอ

9. เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนให้มีความตระหนักและรู้ซึ้งถึงภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ลืมความเป็นไทย เราเป็นไทยมาได้ทุกวันนี้ ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ แต่มีความเป็นมา มีที่มาที่ไปด้วยภูมิปัญญาไทยที่น่าภาคภูมิใจ และที่สำคัญเป็นวิธีการที่ได้เคยใช้ได้ผล มีความเหมาะสมกับภูมิสังคมไทยมาก่อน เราต้อง “จับดี” ของภูมิปัญญาบรรพชนของไทยเรา และสืบสานต่อยอด นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมไทยต่อไป

10. เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนให้มีความตระหนักถึงประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนของคนในกลุ่ม

11. เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนให้มีจิตสำนึก คิดถึงผู้อื่นที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป

12. เป็นกระบวนการฝึกฝนให้มีความคิดเป็นตรรกะ สมเหตุสมผล ลดความสับสน หรือแก้สถานการณ์แบบมั่วๆ

13. เป็นกระบวนการฝึกฝนให้คำนึงถึงสภาพสังคม สภาพแวดล้อม ความเชื่อ และวัฒนธรรมท้องถิ่น

14. เป็นกระบวนการฝึกฝนให้เป็นคนรอบคอบ รอบด้าน ไม่เชื่อง่าย หรือหูเบา ชอบค้นคว้าหาความจริง

15. เป็นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้นำไปปฏิบัติ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการล่อลวง ที่แพร่หลายในสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน

16. เป็นกระบวนการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนที่ใช้อยู่เป็นประจำ จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ผ่านการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา

17. เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนให้เกิดการยอมรับกับความเป็นจริง อิงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์มาประกอบ

18. เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เกิดการรู้จักกันภายในกลุ่มให้ลึกซึ้งมากขึ้น ยอมรับกันและกันมากขึ้น โดยเฉพาะ รู้จักกันลึกซึ้งจนถึงความคิดความอ่าน ความต้องการ ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ เพื่อร่วมกันหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ

19. เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการ รู้ รัก สามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ หลังจากที่ได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุขในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ร่วมกันอยู่เป็นประจำ

20. เป็นกระบวนการที่ใช้เป็นเครื่องมือในการดึงศักยภาพต่างๆ ปัญญาความคิดและขีดความสามารถของคนในกลุ่มออกมาให้เกิดประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ร่วมที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกัน

21. เป็นกระบวนการที่ใช้ดึงเอาองค์ความรู้ ศาสตร์ต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

22. เป็นกระบวนการพัฒนาให้เกิดคุณธรรมประจำใจต่างๆ ให้เกิดขึ้นในใจของคนที่ใช้อยู่เป็นประจำ อาทิ ความอดทน ความไม่เห็นแก่ตัว เสียสละเพื่อส่วนรวม ความไม่โกรธ เป็นต้น โดยที่ไม่กระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในศาสนาของแต่ละคน คุณธรรมประจำใจนั้น ใช่ว่าท่องจำได้แล้วคิดว่ามีแล้วนั้น ไม่เพียงพอ แต่การแสดงออกมาต่อผู้อื่นด้วยเจตนาต่างหาก จึงจะบอกได้ว่ามีคุณธรรมเหล่านั้นจริงหรือไม่

23. เป็นกระบวนการที่สร้างคนดี คนเก่ง เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ต้องการของสังคม

24. เป็นกระบวนการที่เพิ่มคุณภาพของความคิดแก่ผู้ที่นำไปใช้อยู่เป็นประจำ เปรียบเสมือนการลับความคิดให้แหลมคมอยู่เสมอ

25. นอกจากจะได้วิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่ดีที่สุดออกมาแล้ว ผู้ที่ใช้ยังได้พัฒนากระบวนการคิดที่ดีมีประสิทธิภาพ เป็นประดุจมีอาวุธติดตัว และสามารถนำไปใช้ในการแก้ไขสถานการณ์อื่นๆ ได้ต่อไป

26. เป็นกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) ชนิดหนึ่งที่มีการเพิ่มพิเศษในด้านคุณธรรม จริยธรรมและให้เหมาะสมกับภูมิสังคมไทย

27. เป็นกระบวนการที่ช่วยลดทอนความขัดแย้งทางความคิดเห็นในสังคมนั้นๆ ในระยะยาว อันเป็นการป้องกันการเกิดข้อพิพาทต่างๆ ในสังคมขึ้น เนื่องจากแต่ละคนได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นเสมือนได้ระบายความในใจของตนออกมา จึงเป็นการลดทอนความขัดแย้งลงไปในตัว

28. เป็นกระบวนการสร้างความคุ้นเคยต่อการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคม ให้เห็นว่าความแตกต่างทางความคิดเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังคม และผู้ที่เห็นต่างไม่ได้เป็นศัตรู แต่ยังเป็นเพื่อนร่วมสังคมเดียวกันอยู่

29. เป็นกระบวนการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุข ให้เกิดขึ้นได้จริงในระยะยาว โดยการสร้างตนเองให้เกิดสันติสุข สร้างสังคมเล็กๆ ของแต่ละคนให้สันติสุข หากมีผู้นำใหญ่โตในสังคมไปสร้างสังคมที่ตนเองเกี่ยวข้องอยู่ ก็ย่อมเกิดผลกระทบในวงกว้าง จากสังคมเล็กๆ ไปจนถึงสังคมไทยโดยรวมต่อไป

จะเห็นได้ว่ากระบวนการแก้ไขสถานการณ์ตามนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นั้นมีความโดดเด่นอย่างมากมายดังได้กล่าวมานี้ ในลำดับต่อไป เราจะมาทำความรู้จักกระบวนการแก้ไขสถานการณ์ตามนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ที่มีการร่วมกันคิด แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสมนั้น มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ขั้นแรก ร่วมกันกำหนดสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (SBL) ให้ชัดเจน ว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นที่ไหน เพื่อให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจในสถานการณ์ที่ตรงกันก่อนที่จะนำไปสู่ขั้นต่อไป

ขั้นที่สอง ร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่ต้องการ (STAR) หลังจากการแก้ไขสถานการณ์ได้แล้ว โดยเป้าหมายที่ต้องการ (STAR) ที่จะกำหนดนั้นควรมีลักษณะที่ยั่งยืน ถูกเวลา ทำได้จริง และตอบสนองความต้องการ เป็นการกำหนดเป้าหมายสุดท้ายให้ตรงกัน เข้าใจให้ตรงกันว่าเมื่อสถานการณ์จบเราควรได้ผลลัพธ์หรือผลกระทบอะไรออกมา โดยปกติแล้วแต่ละคนก็จะมีเป้าหมายของตนเอง หากไม่กำหนดเป้าหมายร่วมแล้วย่อมส่งผลให้กระบวนการหาวิธีแก้ไขสถานการณ์เป็นไปในลักษณะที่มุ่งตอบสนองความต้องการของแต่ละคน โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยแล้ว ก็จะได้วิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน ไม่ประสานสอดคล้องกัน ซึ่งมีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป ดังนั้น การกำหนดเป้าหมายร่วมตั้งแต่ต้นจึงมีความสำคัญ ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถหยั่งรู้ได้ชัดเจนในรายละเอียด แต่ก็ควรจะมี 4 ลักษณะดังกล่าว หากมีการค้นพบข้อเท็จจริงที่ส่งผลให้ต้องปรับเป้าหมายร่วม ก็สามารถทำได้ในเข้ากระบวนการ STAR STEMS ในรอบใหม่ได้

ขั้นที่สาม ร่วมกันคิดวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ด้วยหลักเหตุ-ผล (S) เพื่อหาสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยควรตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมจึงเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น? เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีสาเหตุมาจากอะไร? รวมทั้งรวบรวมข้อมูลทรัพยากรที่เรามีอยู่ อาทิ บุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ งบประมาณ การบริหารจัดการ เป็นต้น ที่จะสามารถนำมาใช้ได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ในขั้นต่อไป

ขั้นที่สี่ ร่วมกันค้นหาวิธีการแก้ไขที่ผ่านมาด้วยหลักภูมิปัญญาไทยและสากล (T) เพื่อหาเทคโนโลยีของไทย (ภูมิปัญญาไทย) หรือของต่างประเทศ (ภูมิปัญญาสากล) รวมทั้งข้อมูลทรัพยากรจากแหล่งอื่นที่อาจจะสามารถนำมาใช้ในการแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ อันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ในขั้นต่อไป

ขั้นที่ห้า จากข้อมูลที่รวบรวมได้ในขั้นตอนที่ผ่านมา ร่วมกันออกแบบจัดวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสมด้วยหลักประสิทธิภาพและการสื่อสารสากล (E) เพื่อให้ได้งานแก้ไขสถานการณ์โดยตรง งานสื่อสารทั้งภายในและภายนอกกลุ่มที่จะสามารถสื่อให้คนทั่วไปเข้าใจในสถานการณ์และวิธีการแก้ไข รวมทั้งงานสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์นั้น โดยมีการจัดผู้รับผิดชอบงานและทรัพยากรที่จะใช้ รวมทั้งห้วงเวลาปฏิบัติให้ชัดเจน

ขั้นที่หก นำวิธีการแก้ไขสถานการณ์ทั้งหมดที่ได้ออกแบบในขั้นที่ห้า มาร่วมกันคัดกรองด้วยหลักตรรกะและคุณธรรม (M) เพื่อพิจารณาความสมเหตุสมผล ความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากร การตอบสนองความต้องการ การแก้ไขปัญหาที่ตรงกับสาเหตุที่แท้จริง ฯลฯ รวมทั้งวิธีการที่จะใช้นั้นสอดคล้องกับหลักคุณธรรม จริยธรรม ไม่สร้างปัญหาความเดือดร้อนตามมาในภายหลัง อีกทั้งเป็นการส่งเสริมคุณธรรมที่ดีงามให้เกิดขึ้น โดยให้ปรับปรุงวิธีการเหล่านั้นให้เหมาะสมตามหลักการดังกล่าวข้างต้น

ขั้นที่เจ็ด นำวิธีการแก้ไขสถานการณ์ทั้งหมดที่ได้จากขั้นที่ห้าและขั้นที่หก มาร่วมกันคัดกรองด้วยหลักภูมิสังคม (S) เพื่อพิจารณาวิธีการที่จะใช้แก้ไขสถานการณ์นั้นต้องเหมาะสมกับบริบท สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ความเชื่อของท้องถิ่นนั้น ควรเป็นวิธีการที่สังคมยอมรับ ตลอดจนไม่ผิดระบียบกฎหมายบ้านเมือง รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

ถ้าหากต้องการทบทวนสิ่งที่ได้มา ก็สามารถเข้ากระบวนการตามขั้นตอนดังกล่าวมาแล้วได้อีกหลายรอบตามแต่จะต้องการได้เลย ดังนั้นวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติตามกระบวนการนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ที่กล่าวมาแล้วนี้ จึงน่าจะอนุมานได้ว่าจะได้วิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่ดีที่สุดของกลุ่มเท่าที่จะดำเนินการได้ในขณะนั้นแล้ว

กระบวนการแก้ไขสถานการณ์นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นี้มีความโดดเด่นเกือบสามสิบข้อ จริงหรือไม่นั้น ก็อย่าเพิ่งเชื่อ แต่ควรเปิดใจนำไปทดสอบทดลองลงมือปฏิบัติเองในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในเรื่องส่วนตัว เรื่องครอบครัว หรือเรื่องในสังคมรอบข้างที่ท่านประสบอยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ด้วยตัวของท่านเอง เมื่อท่านเจอสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร ลองใช้กระบวนการแก้ไขสถานการณ์นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ดู อย่างปล่อยให้ตนเองเข้าจนมุมหาทางออกไม่เจอ ทุกอย่างมีทางแก้ไข ดั่งที่ท่านอาจารย์พหลกล่าวไว้ว่า All missions, One solution, STAR STEMS.

ด้วยความปรารถนาดีจาก

พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์

ฝ่ายวิชาการและการวิจัย

มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (2567), รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง หลักการและแนวทางการปฏิบัตินวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS สำหรับการสร้างสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุขยั่งยืน, สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.

พหล สง่าเนตร, พลเอก (2568), ยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์สตาร์สะเต็มส์ STAR STEMS STRATEGY, ธนอรุณการพิมพ์, 2568.

สมเกียรติ สัมพันธ์, พลโท (2568), powerpoint, เอกสารประกอบการฝึกประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS แบบปิดจังหวะ (ทีละขั้นตอน), 2568

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *