หลายคนอาจจะมีปัญหาว่าพระธรรม คำสั่งสอนทางศาสนาที่ได้ร่ำเรียนมานั้น จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร? บางคนอาจจะสงสัยด้วยซ้ำไปว่า พระธรรมคำสอนทางศาสนาเหล่านั้น เรายังใช้ได้จริงในปัจจุบันอยู่อีกหรือไม่?
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความเจริญก้าวหน้าไปมากมาย มากกว่าในอดีตอย่างมากจนแทบจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกเลย อาจจะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ว่าถ้าสมมติว่ามีผู้คนในสมัยพุทธกาลแล้วมีชีวิตที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน แล้วได้ฟื้นตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลอันยาวนานสองพันกว่าปี ได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมด้วยตา ได้เห็นสภาพของโลกในปัจจุบันแล้ว ก็คงเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แทบจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมจริงๆ นอกเสียจากท้องฟ้าและดวงดาว พระจันทร์และดวงตะวัน ที่อาจจะขุ่นมัวไปบ้างจนบางทีแทบจะมองไม่เห็นในปัจจุบัน แต่ก็ยังมองดูคล้ายเดิมอยู่บ้าง ได้สัมผัสด้วยหู ได้ยินเสียงบางส่วนที่เหมือนเดิมบ้างไม่เคยได้ยินมาก่อนบ้าง ได้ฟังเสียงที่อยู่ไกลๆ อีกซีกโลกหนึ่งด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ได้ใช้ลิ้นสัมผัส ลิ้มรสอาหารที่มีรสชาดแปลกออกไปบ้าง ได้ใช้จมูกสูดดมกลื่น สูดอากาศรอบๆ ตัว แต่อาจจะไม่สดชื่นนักเพราะสิ่งแวดล้อมได้ถูกทำลายออกไปเยอะนั่นเอง ได้ใช้มือสัมผัสสิ่งต่างๆ โดยสรุป เมื่อหันมาดูผู้คนรอบข้าง อาจจะดูมีรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างออกไป เนื่องจากค่านิยมในการแต่งกาย หรือมีเสื้อผ้าที่ทำจากวัสดุที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า
แต่ครั้นเมื่อเราหันมาดูตัวคนจริงๆ แล้ว คนในยุคนั้นกับคนในยุคนี้ โดยเฉพาะในด้านจิตใจแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก สำหรับด้านร่างกาย ทุกคนก็ยังมีเกิด แก่ เจ็บและตาย กันอยู่เหมือนเดิม แต่อาจจะมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ทำให้รักษาโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ผู้คนมีอายุขัยที่มากกว่าผู้คนในสมัยพุทธกาลโดยทั่วไป แต่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายในสมัยนั้นยังปรากฏว่ามีอายุถึง 120 ปีกันหลายคน แต่อย่างไรก็ดี ทุกคนก็ยังหนีไม่พ้นวงจรชีวิตที่เกิด แก่ เจ็บ และ ตายเหมือนเดิมด้วยกันทุกคน สำหรับด้านจิตใจแล้ว ผู้คนในสมัยนี้ก็ยังมีความคิด ความรู้สึก ชอบ ไม่ชอบหรือเฉยๆ มีความจำได้ หมายรู้ และมีการรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้เหมือนเดิม ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลง คล้ายๆ เดิมอยู่ เพียงแต่ว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้านั้น ทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวผู้คนในสมัยนี้ เป็นไปด้วยความรวดเร็วมากกว่าเดิม กว้างขวางมากกว่าเดิม ไกลมากขึ้นกว่าเดิม รุนแรงมากกว่าเดิม พิสดารมากกว่าเดิม ซึ่งทำให้ผู้คนต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับบริบทสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เท่านั้นเอง ดังนั้นพระธรรมคำสอนที่เน้นในด้านจิตใจของคนนั้น หากเป็นคำสอนที่สอดคล้องอิงอยู่กับธรรมชาติของคนจริงๆ แล้ว เชื่อหรือไม่ว่า ยังใช้ได้อยู่ เราจะมาพิสูจน์ทราบกันว่าจริงหรือไม่
เนื่องจากผู้เขียนเป็นพุทธศาสนิกชน จึงขอยกตัวอย่างมาจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มั่นใจว่าพอจะเข้าใจได้ถูกต้องและเหมาะสม สำหรับผู้อ่านจากศาสนาอื่นนั้นขอให้ท่านเปรียบเทียบในส่วนที่ใกล้เคียงเอาเอง ทั้งนี้ผู้เขียนไม่กล้าที่จะยกเอาพระธรรมคำสอนของศาสนาอื่นมาเป็นตัวอย่างเพราะว่าไม่รู้จริง อีกประการหนึ่งเกรงว่าจะอ้างอิงคำสอนของศาสนาอื่นที่ผิดเพี้ยนไป แล้วอาจจะเป็นการลบหลู่ศาสนาอื่นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ จึงขอไม่ยกตัวอย่างพระธรรมคำสอนของศาสนาอื่นไว้ในที่นี้ แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าพระธรรมคำสอนของทุกศาสนาน่าจะมีผลต่อจิตใจของผู้คนที่ใกล้เคียงกันอยู่

สำหรับนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS แล้ว ไม่ได้เป็นคำสอนทางศาสนาแต่อย่างใด เป็นกระบวนการคิดรอบ คิดร่วม ที่มี 5 หลักสำคัญ ได้แก่หลักเหตุ-ผล หลักภูมิปัญญาไทยและสากล หลักประสิทธิภาพและการสื่อสารสากล หลักตรรกะและคุณธรรม และหลักภูมิสังคม ในที่นี้จะใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการดึงเอาพระธรรมคำสอนทางศาสนามาใช้ในกระบวนการแก้ไขสถานการณ์ทั่วไปทางโลกที่เราประสบอยู่ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการที่จะนำพระธรรมคำสอนทางศาสนาใดมาใช้ร่วมในที่นี้นั้นขึ้นอยู่กับภูมิสังคมนั้นๆ ด้วย โดยที่กระบวนการแก้ไขสถานการณ์ด้วยนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อทางศาสนา ท่านจะมีความเชื่อหรือไม่มีความเชื่อในศาสนาใดเลย ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ได้
เมื่อหันมาดูคำถามที่ว่าหลายคนอาจจะมีปัญหาว่าพระธรรม คำสั่งสอนทางศาสนาที่ได้ร่ำเรียนมานั้น นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร? และบางคนอาจจะสงสัยด้วยซ้ำไปว่า พระธรรมคำสอนทางศาสนาเหล่านั้น ยังใช้ได้จริงในปัจจุบันอยู่อีกหรือไม่? นั้น ผู้เขียนจะขอสาธิตการใช้ STAR STEMS เชื่อมโยงในการนำพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น ให้เห็นพอเป็นตัวอย่างพอสังเขปได้ดังต่อไปนี้
เมื่อเกิดสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเราขึ้น อันดับแรก คือ เราต้องรู้ก่อนว่ามีสถานการณ์เกิดขึ้นกับเรา นั่นก็คือ เราก็ต้องมี สติ รู้ตัวว่ามีสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นก่อน รู้ว่ามีสถานการณ์เกิดขึ้นเร็วเท่าไหร่ ก็จะเป็นการดีสำหรับการรับมือต่อสถานการณ์นั้น ดังนั้นคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญมากคือ การมีสติ ให้รู้ตัวตลอดเวลาด้วยซ้ำไป ท่านได้เปรียบเทียบการมีสตินั้นเป็นดั่งมีนายประตูที่ทำหน้าที่ตรวจดูผู้คนเข้าออกประตูเมือง ที่จะปล่อยให้คนที่สมควรเข้าหรือออกเมืองได้ผ่านประตูเมืองเท่านั้น หากนายประตูไม่ทำหน้าที่ ปล่อยปละละเลย จนทำให้คนที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจจะเป็นโจรผู้ร้าย ผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวกแล้ว ก็จะทำให้โจรผู้ร้ายเหล่านั้นไปก่อเหตุวุ่นวายทำร้ายชาวเมืองหรืออาจจะถึงขั้นร้ายแรงเข้าปล้นบ้านแปลงเมืองเลยก็ได้ เปรียบเสมือนที่เราขาดสติ ไม่รู้ตัวว่ามีสิ่งที่ดีหรือไม่ดีได้ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราโดยที่เราปล่อยให้เข้ามาถึงตัวเรา จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม บางครั้งรู้สึกตัวเมื่อสายไปแล้วก็มี พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราฝึกเจริญอานาปานสติ ฝึกให้มีสติแล้วเอาสตินั้นมาพิจารณาสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น สำหรับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเราก็เช่นกัน เราก็ควรจะฝึกให้มีสติอยู่เสมอ รู้เท่าทัน จะทำให้เรารับรู้ว่ามีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นได้ทันท่วงที และจะได้คิดอ่านดำเนินการแก้ไขได้อย่างเหมาะสม
หลังจากที่เราได้รับรู้ถึงการเกิดขึ้นของสถานการณ์แล้ว เราจะต้องกำหนด STAR คือเป้าหมายที่ต้องการหลังจากการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แล้ว แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป้าหมายที่ดีนั้นควรจะมี 4 ลักษณะคือ มีความยั่งยืน (Sustainability) ถูกเวลา (Timeliness) ทำให้เกิดขึ้นได้จริง (Applicability) และ ตอบสนองความต้องการ (Response to needs) ซึ่งถ้าจะให้ได้ครบทั้ง 4 ลักษณะนั้น เราก็ต้องสามารถมองทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ต้นจนจบ นั่นคือ เป็นการฝึกในการดึงเอาคุณธรรมต่างๆ ที่มีในตนออกมาเพื่อกำหนดเป้าหมาย STAR ได้อย่างเหมาะสม เช่น การรู้จักเหตุ การรู้จักผล การรู้จักกาล การรู้จักประมาณ การคิดอย่างมีแยบคาย โยนิโสมนสิการ ตลอดจน อริยสัจสี่ มีนิโรธ ที่เป็นเป้าหมายคล้ายกับ STAR นี้เป็นต้น ประกอบกับประสบการณ์ที่สะสมมา จึงจะสามารถกำหนดเป้าหมาย STAR ได้ครบทั้ง 4 ลักษณะ
ในกระบวนการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ STEMS นั้น เริ่มต้นด้วยคิดด้วยหลักเหตุ-ผล (Scientific thinking) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนว่าเกี่ยวข้องกับใคร? เกิดอะไรขึ้น? เกิดขึ้นเมื่อไหร่? เกิดขึ้นที่ไหน? ทำไมถึงเกิดขึ้น? เกิดขึ้นได้อย่างไร? ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการพิสูจน์ทราบตามหลักคำสอนที่ว่า อิทัปปัจจยตา คือ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่อธิบายว่า “เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” และตรงกันข้ามคือ “ถ้าไม่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้ก็ไม่เกิดขึ้น” เป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของหลัก ปฏิจจสมุปบาท (การอาศัยกันเกิดขึ้น) หรือ ปัจจยาการ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผลของสรรพสิ่งว่าล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเงื่อนไข ไม่มีความเที่ยงแท้ หรือเป็นอัตตา (ตัวตนที่แท้จริง) ตามหลัก การเกิดขึ้นและดับไป คือ สรรพสิ่งเกิดจากเหตุ และดับไปเมื่อเหตุปัจจัยหมดไป และตามหลัก เหตุและผลที่เชื่อมโยง ที่ทุกสิ่งล้วนอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ในการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ และมีความเป็นไปตามธรรมชาติ นั่นคือเป็นกฎตายตัวของธรรมชาติที่ว่า เมื่อปัจจัยมีอยู่ ผลก็ย่อมเกิด ช่วยให้เรามองปัญหาอย่างเป็นกลางและรอบด้าน โดยพิจารณาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา ทำให้ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ทำให้เราเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ และไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร แต่เป็นเพียงกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงที่อาศัยกันและกันอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ตามที่ผู้เขียนได้เข้าใจในหลักปฏิจจสมุปบาทมาว่าความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นปัจจัยของการคิดปรุงแต่ง (สังขาร) และต่อๆ ไปจนสุดท้ายเกิดทุกข์โทมนัส ตามมาในที่สุดนั้น ได้ซึ่งในขั้นคิดด้วยหลักเหตุ-ผลนี้ของกระบวนการ STEMS จึงเป็นขั้นตอนเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้เราขจัดความไม่รู้จริง เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เปรียบได้กับการขจัด อวิชชา ความไม่รู้ ในคำสอนทางพุทธศาสนาได้ระดับหนึ่งเช่นกัน เมื่อเรารู้ถึงรากเหง้าของปัญหา รู้ถึงเหตุ รู้ถึงปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขสถานการณ์จึงจะมุ่งไปที่การแก้ไขที่ต้นเหตุได้ และเป็นการแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างยั่งยืน จึงจะเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ ในขั้นตอนนี้ เราอาจจะใช้ โยนิโสมนสิการ คือ การคิดอย่างแยบคาย, คิดโดยละเอียดถี่ถ้วน, คิดเป็นระบบตามหลักเหตุผล และคิดอย่างมีปัญญาเพื่อเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง เป็นการคิดที่ถูกวิธี เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ เป็นการน้อมนำจิตให้คิดพิจารณาอย่างแยบคาย สืบสาวเหตุปัจจัย รู้จักแยกแยะองค์ประกอบ มองเห็นความสัมพันธ์ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ไม่มองเผินๆ หรือคล้อยตามอารมณ์ โดยอาจใช้รูปแบบ สืบสาวเหตุปัจจัย คิดจากผลไปหาเหตุ หรือเหตุไปหาผล จะเห็นว่ามิใช่แต่จะเป็นการดึงเอาคุณธรรมออกมาอย่างเดียว แต่ก็มีการลงมือปฏิบัติธรรม สร้างสมคุณธรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในตัวเราอีกด้วย
ในขั้นตอนการค้นด้วยหลักภูมิปัญญาไทยและสากล (Thai/International Technology) นั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะมีส่วนไหนของภูมิปัญญาไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่แล้วผู้เขียนจะมองไปถึงภูมิปัญญาของไทยที่มีภูมิหลังซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน จนอาจจะกล่าวได้ว่าวิถีชีวิตของคนไทยนั้น ได้มีพระธรรมคำสอนปลูกฝังลงไปในตัว คนไทยเราเองอาจจะไม่รู้สึกตัวว่าเป็นเช่นนั้น แต่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้คุ้นเคยกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมไทยมาก่อน เมื่อมาได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบไทยแล้ว ก็จะดูออก เห็นได้เด่นชัด ดังนั้น การนำภูมิปัญญาไทยมาใช้จึงเหมือนกับการปฏิบัติธรรมไปในตัว แม้จะเป็นทางอ้อมก็ตาม
ในขั้นตอนการจัดด้วยหลักประสิทธิภาพและการสื่อสารสากล (English-Engineering) นั้น จะเป็นการนำเอาหลักธรรมที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เกิดจากเหตุและปัจจัย เมื่อมีเหตุและปัจจัยพร้อม มันก็เกิดขึ้น ประกอบกับการดึงเอาคุณธรรมความไม่ประมาท ดังนั้น การที่เราได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ จนมีความรู้ ความเข้าใจถึงเหตุและปัจจัยต่างๆ ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนไปสืบค้นวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่ใกล้เคียงและเกิดขึ้นมาแล้วตามภูมิปัญญาไทยและสากล ประกอบกับความเข้าใจในศักยภาพของตัวเราเองหรือองค์กรของเราเองดีว่าจะทำอะไรได้บ้าง เราก็จะสามารถกำหนดวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสมขึ้นโดยมุ่งแก้ไขที่ต้นเหตุเป็นหลัก เป็นการดึงเอาคุณธรรมการรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักกาล รู้จักประมาณ รู้จักการเลือกคน เหล่านี้เพื่อแบ่งมอบงานต่างๆ ทั้งงานตรง งานสื่อสาร และงานอ้อม ว่าใครจะรับผิดชอบไปดำเนินการอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหน อย่างไร เพื่อร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จในที่สุด
ในขั้นตอนการคัดด้วยหลักตรรกะและคุณธรรม (Moral-Mathematics) นั้น ผู้เขียนก็จะดึงเอาการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) และหลักอิทัปปัจยตา มาใช้เพื่อความสมเหตุสมผล มาทบทวนงานต่างๆ ที่ได้กำหนดไปแล้วในขั้นตอนก่อนหน้านี้ อาทิ งานต่างๆ นั้นมีมุ่งแก้ไขต้นเหตุต่างๆ ที่มีหรือไม่? ห้วงเวลาที่จะดำเนินการนั้นประสานสอดคล้อง เชื่อมโยงกันไหม? มีการสื่อสารกันภายในทีมงานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ต่างคนต่างทำไหม? ใช้คนได้ถูกกับงานหรือไม่? ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าไหม? หากพบว่างานใดไม่ได้ตามที่กล่าวมา เราก็จะต้องปรับงานนั้นๆ ให้เหมาะสม
นอกจากนั้น ผู้เขียนก็จะคัดด้วยหลักคุณธรรม เพื่อทบทวนงานต่างๆ ที่จะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการที่ได้กำหนดไปแล้วในขั้นตอนก่อนหน้านี้ โดยมีหลักการที่ว่า หากพบงานที่ส่งผลให้คุณธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องลดลงชัดเจน ก็ต้องปรับงานนั้นให้เหมาะสมทันที หากพบงานที่อาจจะมีความเสี่ยงที่จะส่งผลให้คุณธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องลดลง ก็ต้องปรับงานนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบดังกล่าว หากพบงานที่ส่งผลให้คุณธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นชัดเจน ก็ต้องเน้นงานนั้นให้ดำเนินการโดยทันที หากไม่พบงานใดเลยที่ส่งเสริมให้คุณธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องสูงขึ้น ก็ต้องเพิ่มเติมงานส่งเสริมคุณธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องให้สูงขึ้นด้วย
ในขั้นตอนสุดท้าย การกรองงานที่จะดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ด้วยหลักภูมิสังคม (Socio-geology) นั้น เราก็จะคำนึงถึงความเป็นอยู่ วัฒนธรรมความเชื่อ ความนิยมชมชอบ ตลอดจนกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางสังคมเพื่อเป็นการทบทวนงานต่างๆ ที่จะดำเนินการนั้น ต้องเป็นที่ยอมรับของสังคม ดังนั้นเราจะดึงเอาหลักธรรมการคิดอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) ดึงเอาคุณธรรมอื่นๆ เช่น ความไม่ประมาท การเอาใจเขามาใส่ใจเรา การมีวินัย มีศีล ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม มาใช้ประกอบในการกรองงานในขั้นตอนนี้
เมื่อมองในภาพใหญ่ของอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค แล้ว ทุกข์ เรามีหน้าที่ ต้องรู้ คือ ต้องมีสติ เมื่อมี ทุกข์ เราต้องรู้ว่ามีทุกข์ ในที่นี้ เปรียบได้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (SBL) คล้ายกับ ทุกข์ เราจึงต้องมีสติ รู้ตัวว่ามีสถานการณ์เกิดขึ้น ส่วน สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ เรามีหน้าที่ต้อง ละ ในที่นี้ เปรียบได้กับ การคิดด้วยหลักเหตุ-ผล เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อให้รู้ถึงเหตุและปัจจัยของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วน นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เรามีหน้าที่ ต้องทำให้แจ้ง ในที่นี้เปรียบได้กับ STAR เป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการร่วมกันหลังจากที่เราแก้สถานการณ์ไปแล้ว และส่วนสุดท้าย คือ มรรค เรามีหน้าที่ต้องลงมือปฏิบัติ ในที่นี้ก็คือ การใช้ STEMS ในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสม เปรียบได้กับ มรรค นั่นเอง จะเห็นว่า STAR STEMS นั้น เป็นเสมือนกับการปฏิบัติธรรมตามอริยสัจสี่สำหรับปัญหาทางโลกที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราเองอีกทางหนึ่งด้วย
นอกจากนี้ ยังมีคุณธรรมอื่นๆ ที่ผู้เขียนต้องนำมาใช้ในการแก้ไขสถานการณ์บางอย่าง เช่น ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิดภายในครอบครัว ก็ต้องใช้พรหมวิหารสี่อันมีความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาให้มากๆ โดยเฉพาะกับลูกๆ หากมีสถานการณ์ที่ต้องการความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นในองค์กร ก็ต้องดึงเอาสังคหวัตถุสี่ อันมี ทาน ปิยวาจา อัตจริยาและสมานัตตา มาใช้เยอะๆ หน่อย โดยเฉพาะการให้อภัยทาน ต่อคู่ขัดแย้ง หากเราไม่เป็นคนเริ่มให้ก่อน เราก็อาจจะไม่ได้รับจากคู่ขัดแย้งเช่นกัน ซึ่งในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกันในสังคมชีวิตจริง ที่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในสังคม โดยที่แต่ละคนจะมีคุณธรรมพื้นฐานที่แตกต่างกันนั้น จำเป็นต้องใช้ความพยายาม ความอดทนอดกลั้น ความเสียสละ ฯลฯ โดยเฉพาะความเป็นผู้นำของผู้คนในสังคมนั้นๆ ที่เรียกว่า ธรรมะของสัตบุรุษ ที่รู้จักกันคือ สัปปุริสธรรม ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมของคนดี ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษมี 7 ประการ คือ 1) ธัมมัญญุตา รู้เหตุหรือรู้จักเหตุ คือ สามารถสืบสาวไปหาเหตุทำให้เกิดผลนี้ขึ้นได้ 2) อัตถัญญุตา รู้ความมุ่งหมายหรือรู้จักผล คือ รู้ว่าถ้าทำเหตุปัจจัยนี้แล้ว ผลที่จะตามมานั้นจะได้อะไร 3) อัตตัญญุตา รู้จักตน คือ รู้จักตัวเองดี ว่าตนเองมีทัศนคติความเชื่ออย่างไร ตนเองคิดอะไรได้ ตนเองพูดอะไรได้ และตนเองทำอะไรได้ 4) มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ คือ สามารถคาดการณ์ คาดคะเน รู้ความพอดี ไม่มากไปไม่น้อยไป แค่ไหนจึงจะพอเหมาะพอควร 5) กาลัญญุตา รู้จักกาลเวลา คือรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร รู้จักใช้เวลา พอเหมาะ พอดี 6) ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน สังคม คือ รู้จักเข้าสังคม รู้จักภูมิสังคม ก็เป็นส่วนหนึ่ง 7) ปุคคสัญญุญา รู้จักบุคคล คือ รู้จักเลือกคนที่เหมาะสม รู้จักใช้คน รู้จักคบคน ถ้าคนในสังคมนั้นๆ มีคนที่มีคุณธรรมนี้มากมายหลายคน การที่จะทำให้สังคมนั้นมีสันติสุขย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน จากการสังเกตของผู้เขียนเกี่ยวกับการที่แต่ละคนมีความยึดมั่นถือมั่น มีความเป็นตัวเป็นตนสูง ประกอบกับแต่ละคนใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลข้อเท็จจริงในสถานการณ์ต่างๆ ของตนด้วยแล้ว ก็จะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการจะร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน ในทุกสังคมจำเป็นต้องมีผู้นำธรรมชาติที่พอมี สัปปุริสธรรม ธรรมของสัตบุรุษ อยู่บ้างในสังคมนั้นๆ ที่จะดึงเอาความเป็นคนออกมาจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ ทุกคนต้องการเป็นคนดีกันทุกคน เพียงแต่ว่าแต่ละคนมีต้นทุนทางคุณธรรมที่แตกต่างกัน หากแต่ละคนไม่เปิดใจยอมรับตนเองด้วยแล้ว ก็จะเกิดความยุ่งยากในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ได้ในคราวเดียว ก็ต้องเน้นย้ำให้เกิดความตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเน้นการหาเป้าหมายร่วมกัน STAR ต้องเน้นย้ำให้ได้เป้าหมายที่ตรงกันให้ได้ก่อน โดยเฉพาะในสังคมที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในสิ่งเดียวกันมาก ในบางสถานการณ์นั้น จำเป็นต้องใช้เวลากับการกำหนดขอบเขตของสถานการณ์ (SBL) กำหนดเป้าหมายร่วม (STAR) และเริ่มคิดด้วยหลักเหตุ-ผล กลับไปกลับมา เพื่อดึงเอาคุณธรรมที่มีในตัวของแต่ละคนออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเอาอารมณ์นำ ความเห็นแก่ตัว ความเป็นเผด็จการทางความคิด ไม่ฟังใคร ความไม่รู้จริง ความเข้าใจผิด ฯลฯ เหมือนกับการตีแผ่แต่ละคนออกมาให้เห็น โดยที่สังคมต้องยึดเอาข้อเท็จจริง ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์เป็นหลัก จึงจะค่อยๆ ทำให้เกิดการยอมรับด้วยตัวเองกัน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผู้เขียนจึงมองว่าแต่ละคนได้ปฏิบัติธรรมทั้งดึงเอาคุณธรรมที่ตนมีแล้วและได้พัฒนาคุณธรรมที่ตนไม่ค่อยมีให้มีมากขึ้นไปโดยไม่รู้สึกตัว
หากเป็นสถานการณ์ที่ต้องการระยะเวลามากในการแก้ไข อาจจะด้วยธรรมชาติของสถานการณ์เอง หรืออาจเกิดจากผู้คนที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความรัก ความสามัคคี ร่วมกันที่ดีพอก็ตาม เราก็ต้องใช้กระบวนการ STAR STEMS Cycle มาแก้ไข ซึ่งผู้เขียนก็นำเอาหลักธรรมอิทธิบาทสี่ อันมีฉันทะ ความพอใจในสิ่งนั้น วิริยะ ความเพียรพยายามทำในสิ่งนั้น จิตตะ ความตั้งใจ เอาใจจดจ่อกับสิ่งนั้น และวิมังสา การใช้ปัญญาและสติพิจารณาใคร่ครวญ ตรวจสอบหาเหตุผล ข้อดี ข้อเสีย ของสิ่งที่ทำในที่นี้ก็คือการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขวิธีการให้ดียิ่งขึ้น เป็นการดึงอิทธิบาทสี่มาใช้ในกระบวนการ STAR STEMS Cycle ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการมีฉันทะความพอใจที่จะแก้ไขสถานการณ์ร่วมกันนั้นให้ได้ มีวิริยะ ความพากเพียรพยายามแก้ไขสถานการณ์ร่วมกันอย่างไม่ท้อถอย โดยใช้หลักที่ว่าหากมีสิ่งใดที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นก็ร่วมกันทำสิ่งนั้นให้มากยิ่งขึ้นไป หากยังไม่มีสิ่งใดที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นก็ร่วมกันค้นหาสิ่งนั้นขึ้นมาช่วยแก้ไขสถานการณ์ หากพบว่าสิ่งใดทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป ก็ต้องละเว้นสิ่งนั้นเสียทันที แล้วร่วมกันหาทางป้องกันมิให้เกิดสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายนั้นอีก มีจิตตะ เอาใจจดจ่อกับการแก้ไขสถานการณ์ร่วมกัน อย่างไม่ลดละ ร่วมกันทำอย่างมุ่งมั่น ไม่ท้อถอย ให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และมี วิมังสา โดยให้มีการทบทวนด้วยกระบวนการ STEMS เป็นวงรอบหลังจากมีการตรวจสอบผลการลงมือปฏิบัติแก้ไขสถานการณ์เพื่อให้ได้เป้าหมายร่วมกัน ความสำเร็จของการแก้ไขสถานการณ์นั้น ย่อมมีขึ้นได้แน่นอน
นอกจากนี้ ในกระบวนการแก้ไขสถานการณ์ด้วย STAR STEMS ตลอดทั้งกระบวนการนั้น ผู้ที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขสถานการณ์มักจะต้องถูกฝึกปฏิบัติธรรมไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งสติ รู้ตัวว่ามีสถานการณ์ขึ้นตั้งแต่แรก การร่วมกันกำหนดเป้าหมาย STAR ซึ่งจะฝึกฝนการเห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง หากมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ก็จะฝึกความอดทน อดกลั้น การเสียสละในสิ่งที่ตนควรจะได้เพื่อส่วนรวมจะเดินต่อไปได้ บางคนที่เห็นแก่ตัวมากๆ มาก่อน ก็อาจจะได้มีโอกาสได้รับเสียงสะท้อนมาจากเพื่อนร่วมชะตากรรมในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ร่วมกัน ซึ่งก็หวังว่าจะรู้สึกตัวนำไปปรับปรุงแก้ไขตนเองในส่วนความเห็นแก่ตัวลงไปบ้าง
ในเมื่อโดยธรรมชาติของคนเป็นสัตว์สังคม มีแนวโน้มที่ต้องการเป็นคนดี ต้องการเป็นคนที่สังคมยอมรับกันทุกคน แม้แต่คนเลวที่สุดในสังคม ก็ยังต้องการให้คนอื่นในสังคมชื่นชมเขาอยู่ ในปัจจุบันนี้มีสังคมออนไลน์ที่คำพูดและการกระทำของทุกคนนั้น ยากที่จะปกปิดเป็นความลับได้อีก ดังนั้นถึงเวลาที่ผู้คนในสังคมควรจะคิด พูด และลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เดินตามทางสายกลาง เพื่อนำพาตนเองไปสู่ความสงบสุข มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างถูกต้องกันได้แล้ว
โดยสรุปแล้ว ผู้เขียนได้ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ที่ตนเองเจอะเจอในชีวิตประจำวัน เป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยเหลือในการดึงเอาศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งพุทธศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียน รู้มา รวมทั้งประสบการณ์ชีวิต มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวเรา อาจจะกล่าวได้ว่าใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการปฏิบัติธรรมตามคำสอนทางพุทธศาสนา ดึงเอามาใช้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งได้ฝึกฝนปฏิบัติกับสถานการณ์จริงเพื่อให้เกิดคุณธรรมเหล่านั้นให้มีมากขึ้นในใจของเราในทุกวันตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกด้วย จึงได้นำประสบการณ์เหล่านั้นมาแบ่งปันในครั้งนี้ ขอให้ลองนำไปพิจารณาและลงมือทดลองทำเอง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์ด้วยตนเองแล้วจึงค่อยเชื่อตามหลักกาลามสูตรนะครับ
ขอให้ทุกคนโชคดีและมีความสุข ด้วยความปรารถนาดีจาก
อ.สมเกียรติ สัมพันธ์