
ภาพที่ 1 Artificial Intelligence (AI)
AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence ไทยเราเรียกปัญญาประดิษฐ์ เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีฟังก์ชันที่เลียนแบบความสามารถในการด้านปัญญาความคิดให้ทำงานได้เหมือนกับมนุษย์ เช่น การเรียนรู้ การวางแผน และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือช่วยมนุษย์ในการคิดที่สำคัญ ซึ่งจะเน้นไปในเรื่องของการประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพราะ AI สามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าสมองของมนุษย์
หากจะมองมนุษย์เราตามแนวพุทธ จะได้เห็นความใกล้เคียงระหว่าง AI กับมนุษย์ได้ชัดเจนมากขึ้น กล่าวคือ มนุษย์ถูกแบ่งส่วนประกอบออกเป็นรูปกับนาม รูปก็ได้แก่ร่างกายทั้งหมดรวมทั้งหัวใจและมันสมองด้วย ส่วนนามได้แก่ส่วนของจิตใจ ที่สามารถแยกออกเป็น 1) เวทนา (ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบหรือเฉยๆ) 2) สัญญา (จำได้ หมายรู้) 3) สังขาร (การคิดปรุงแต่ง) 4) วิญญาณ (การรับรู้) เรื่องของจิตใจของมนุษย์นั้นอยู่ภายในของแต่ละคน ไม่อาจจะรู้ได้ นอกว่าดูจากพฤติกรรมที่แสดงออกมาทางคำพูดหรือการกระทำที่พอจะวัดได้ ส่วน AI นั้นแน่นอนว่าไม่มีจิตใจที่เป็นส่วนของนามธรรมของมนุษย์ แต่จะเลียนแบบจากพฤติกรรมที่สแดงออกมาของมนุษย์อีกทีหนึ่ง
การทำงานของจิตใจของมนุษย์นั้น ในขณะเวลาหนึ่งจะทำงานได้ทีละอย่าง เพียงแต่รวดเร็วมากจนบางทีแยกกันไม่ออก ทำให้ดูเหมือนกับว่าสามารถทำได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่แท้ที่จริงแล้ว มนุษย์ทำได้ทีละอย่าง ยกตัวอย่างเช่น หากตั้งใจมองดูภาพจากจอมือถือ ก็จะไม่ได้ยินที่คุณครูสอนหนังสือ หากจะตั้งใจฟังครู ก็จะมองไม่เห็นภาพในจอมือถือ บางทีมองไปข้างหน้า แต่ใจเหม่อลอยไป ก็เลยมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เป็นต้น
ในขณะนี้ AI สามารถทำได้มากกว่ามนุษย์แล้วในด้านสัญญา ความจำได้หมายรู้ และมากกว่าในด้านการคิดปรุงแต่งอย่างชัดเจน ส่วนในด้านการรับรู้ทางหู ตา จมูก ลิ้นและกาย นั้นสามารถเลียนแบบในด้านภาพและเสียงได้มากกว่าชัดเจนแล้ว ส่วนในด้านความรู้สึกนั้น ยังไม่พัฒนาให้มีความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ เหมือนกับว่ารู้สึกเฉยๆ อยู่ แต่หากจะพัฒนาต่อไปให้ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ก็น่าจะเกิดสถานการณ์ที่ AI + Drone จะเป็นภัยต่อมนุษยชาติจนถึงขั้นที่จะนำไปสู่การสูญพันธุ์ตามมาได้ ทั้งนี้เนื่องจาก AI + Drone ไม่ต้องใช้เวลานานในการพัฒนาตัวต่อไป สามารถถ่ายทอดความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้ทันที ไม่เหมือนกับมนุษย์ที่ต้องใช้เวลานานทีเดียวจนไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้เลย หากจะเปรียบเทียบการเกิดของ AI + Drone นั้นเป็นเสมือนกับการเกิดแบบโอปปาติกะที่เกิดมาแล้วโตทันทีนั่นเอง นอกจากนี้ ที่น่าสะพรึงกลัวอีกทางคือ AI สามารถทำงานได้แบบคู่ขนาน (Pararel Processing) ทำได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน ไม่เหมือนกับมนุษย์ที่ทำได้ทีละอย่าง เป็นเสมือนกับทำงานพร้อมกันหลายๆ ตัวได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมนุษย์ไม่สามารถจะถ่ายทอดความคิด ประสบการณ์ให้คนอื่นได้รวดเร็ว ต้องใช้เวลานานและก็มีปัจจัยอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถจะให้อีกคนหนึ่งมีขีดความสามารถได้เท่ากับคนแรกทันทีได้ ดังนั้น ถ้าในอนาคตถ้ามนุษย์จะต้องรบราฆ่าฟันกับ AI + Drone แล้วมนุษย์ย่อมพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้นมนุษย์ต้องหยุดพัฒนา AI ไว้ก่อนจนกว่าจะได้คำตอบที่ว่าจะควบคุม AI ให้เป็นมิตรกับมนุษย์ได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้ ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันมนุษย์เองจะใช้ AI + Drone เป็นอาวุธในการทำสงครามทำลายล้างกันอยู่ ที่นับวันจะมีแต่ความรุนแรงร้ายกาจมากขึ้นทุกที นั่นเอง
สำหรับการกระยุกต์ใช้ AI เพื่อมาช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ทั้งนี้เพื่อมิให้มนุษย์ใช้ AI ให้คิดแทนตนเองโดยที่ตนเองไม่ได้รับการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถทางสติปัญญาของตนเองเลย เนื่องจากอาจเข้าใจได้ว่า AI สามารถให้คำตอบได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว ก็ควรจะเป็นผู้ใช้ AI ในการหาคำตอบให้ทุกเรื่อง แต่หากใช้กระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสติปัญญาของคนแล้วจะสามารถประยุกต์ใช้ AI มาเป็นเพียงเครื่องมือในการสืบค้นหาข้อมูลข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างดี ในขั้นตอนคิดด้วยหลักเหตุ-ผล รวมทั้งการค้นหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ในขั้นตอนการค้นด้วยหลักภูมิปัญญาไทยและสากล โดยคนที่ใช้ AI จะนำข้อมูลที่ได้มาประกอบเพื่อพิจารณาหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะที่ตนเองประสบอยู่ได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งมีขั้นตอนการคัดด้วยหลักตรรกะและคุณธรรม ขั้นกรองด้วยหลักภูมิสังคมเพิ่มเติมเข้าไปอีก ซึ่งจะทำให้ได้วิธีการที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด เหมาะสมที่สุด และเป็นที่ยอมรับของสังคม นอกจากจะได้วิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่รวดเร็ว รอบคอบ รอบด้านแล้ว ยังจะได้พัฒนาขีดความสามารถทางสติปัญญาของตนเองด้วยนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS อีกทางหนึ่งด้วย
สรุปได้ว่า การใช้ AI ร่วมกับนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในการแก้ไขสถานการณ์นั้นจะทำให้คนที่ใช้ นอกจากจะได้วิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพแล้ว ยังจะเป็นการพัฒนาขีดความสามารถด้านสติปัญญาของคนที่ใช้ให้มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีกว่าการใช้ AI แต่เพียงลำพังที่อาจจะทำให้คนที่ใช้มีขีดความสามารถด้านสติปัญญาที่ลดลงหากใช้ไม่เป็น โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เริ่มเรียนรู้นั้น อาจจะใช้ AI ในการหาคำตอบในทุกเรื่องจนไม่คิดว่าตนเองมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาความคิดสติปัญญาของตนเองอีกเลย เนื่องจากคิดว่ามี AI ใช้แล้ว อยากได้คำตอบอะไรก็ใช้ AI ได้อย่างง่ายดาย เหมือนกับว่ามีเครื่องมือพิเศษที่เราใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งจะทำให้ในระยะยาวคนที่ใช้อย่างนั้นจำเป็นต้องพึ่งพา AI ไปตลอด จนไม่สามารถจะทำอะไรได้ในด้านความคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ถ้าไม่มี AI ช่วย นั่นเอง ดังนั้นการใช้ AI ร่วมกับนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS จึงเป็นวิธีการที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาสติปัญญาของคน โดยเฉพาะเด็กๆ ด้วยแล้ว จะเป็นวิธีการที่รับประกันได้ว่าเด็กจะได้รับการพัฒนาสติปัญญาได้อย่างถูกทางและยังเป็นอิสรภาพและเสรีภาพจาก AI กล่าวคือยังสามารถหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ด้วยกระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ได้อยู่ แม้จะไม่มี AI ใช้ในคราวนั้น ก็ตาม
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (2567), รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง หลักการและแนวทางการปฏิบัตินวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS สำหรับการสร้างสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุขยั่งยืน, สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.
พหล สง่าเนตร, พลเอก (2568), ยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์สตาร์สะเต็มส์ STAR STEMS STRATEGY, ธนอรุณการพิมพ์, 2568.
Wikipedia, https://th-wikipedia.org//wiki/ปัญญาประดิษฐ์, สืบค้นเมื่อ 2 พ.ค. 2568
ด้วยความปรารถนาดีจาก
พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์
ฝ่ายวิชาการและการวิจัย
มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน