
ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
การวางแผนขององค์กรด้วยวิธีการวิเคราะห์ SWOT นั้นได้ใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว เป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ขององค์กรทั้งปัจจัยภายในองค์กรเอง ได้แก่ จุดแข็ง (S) และจุดอ่อน (W) รวมทั้งปัจจัยภายนอกองค์กร ได้แก่ โอกาส (O) และอุปสรรค (T) ที่มีผลต่อการดำเนินงานขององค์กร แล้วนำไปวางกลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรใน ๔ ด้าน ได้แก่ WT, WO, ST และ SO ถึงแม้จะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เช่น เป็นการวิเคราะห์ที่มีลักษณะคงที่เป็นธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงปัจจัยไปตามความเป็นจริงตามกาลเวลา อาจจะทำให้แผนงานหรือกลยุทธ์ที่วางไว้แล้ว ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ รวมทั้งอาจจะมีอคติส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการเน้นปัจจัยบางอย่าง เป็นต้น
STAR STEMS เป็นกระบวนการคิดแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีจุดเด่นอยู่ที่การคิดรอบ คิดร่วม มีการระดมสมอง ร่วมกันคิด ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นปรกติธรรมดาของกระบวนการนี้ ทำให้เกิดความรอบคอบ รอบด้าน รวมทั้งการมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดการยอมรับและรู้สึกได้ถึงความเป็นเจ้าของตั้งแต่ต้น หากเป็นสถานการณ์ที่มีขนาดใหญ่ และมีผลกระทบต่อคนหมู่มากนั่นหมายถึงการประยุกต์ใช้ STAR STEMS ในการพัฒนาแผนการแก้ไขสถานการณ์นั้น นั่นเอง ดังนั้น ผู้เขียนจึงประยุกต์ใช้ STAR STEMS ผสมผสานกับการวิเคราะห์ SWOT เพื่อให้ได้แผนยุทธศาสตร์ขององค์กรที่ดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ที่เป็นวิทยาศาสตร์ นำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาใช้ แต่ไม่ละทิ้งความเป็นไทย มีตรรกะ สมเหตุสมผล คำนึงถึงคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนมีความเหมาะสมกับภูมิสังคมไทย
กระบวนการวางแผนตามแนวทาง STAR STEMS นั้นเริ่มจากการกำหนดสถานการณ์ (SBL) ซึ่งในที่ นี้ สมมติว่าผู้นำองค์กรมีความต้องการแผนยุทธศาสตร์องค์กรระยะ ๓ ปี ดังนั้น SBL คือ การพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ขององค์กรระยะ ๓ ปี จากนั้นตามกระบวนการ STAR STEMS จะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย (STAR) ในกรณีนี้ ผู้นำองค์กรจะเป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรขึ้นว่าภายใน ๓ ปีนี้มีเป้าหมายที่ต้องการอะไร ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแผนนี้ ก็จะนำวิสัยทัศน์นั้นมากำหนดเป็น STAR ที่มีคุณลักษณะถึงความยั่งยืนขององค์กร มีการกำหนดเวลาที่แล้วเสร็จ สามารถทำได้จริงโดยองค์กรเอง และ ตอบสนองต่อความต้องการขององค์กร

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
จากนั้น จึงเข้าสู่กระบวนการ STEMS ในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ขององค์กรดังกล่าว โดยเริ่มจากขั้นการคิดด้วยหลักเหตุ-ผล (S : Scientific thinking) ก็จะเริ่มด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ โดยการวิเคราะห์ปัจจัยภายใน (จุดแข็ง กับจุดอ่อน) ขององค์กร และ ปัจจัยภายนอก (โอกาส กับอุปสรรค) ที่มีผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมาย STAR ตามที่ได้กำหนดไว้ โดยการวิเคราะห์ปัจจัยภายในขององค์กรนั้นอาจรวมไปถึง ทรัพยากรบุคคล (เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร กรรมการ ที่ปรึกษา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย), โครงสร้างพื้นฐาน (ที่ตั้ง อาคารสถานที่ เครื่องมือ โรงงาน), ด้านการเงิน (รายได้ การลงทุน แหล่งรายได้อื่น ๆ), กิจกรรมและกระบวนการ (โครงการต่าง ๆ แผนงาน ระบบบริหารจัดการ) และ ประสบการณ์ที่ผ่านมา (ชื่อเสียงขององค์กร องค์ความรู้ รวมทั้งบทเรียนที่ผ่านมาขององค์กรเองด้วย) ส่วนการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกขององค์กรนั้น อาจรวมไปถึง แนวโน้มของสังคมในภาพใหญ่ (เศรษฐกิจมหภาค การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี) เศรษฐกิจ (ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือของโลก) แหล่งทุน (นักลงทุน มูลนิธิต่าง ๆ ผู้บริจาค) ประชากร (อายุ เชื้อชาติ เพศ วัฒนธรรมของในพื้นที่) สภาพแวดล้อม (การเติบโตของชุมชนรอบข้าง การเข้าถึงสถานที่ตั้งขององค์กร) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเหตุการณ์ต่าง ๆ (ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ)

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
จากนั้นจึงเข้าสู่การสืบค้นด้วยหลักภูมิปัญญาไทยและสากล (T : Thai/International Technology) เป็นการสืบค้นปัจจัยภายนอกในส่วนของโอกาสเพิ่มเติม ได้แก่บทเรียนต่าง ๆ ที่ผ่านมาขององค์กรอื่น ๆ ค้นหาวิธีการแบบภูมิปัญญาไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภูมิปัญญาชาวบ้าน ตลอดจนเทคโนโลยีของไทยที่มีอยู่ เป็นต้น รวมทั้งมองหาเทคโนโลยีสากลที่ก้าวหน้า แนวคิด ทฤษฎี กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะสามารถนำมาปรับใช้ได้ นับเป็นการสืบค้นหาแนวทางขององค์กรอื่นที่ทำสำเร็จมาแล้ว เพื่อจะได้นำมาปรับใช้ในองค์กรต่อไป

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
จากนั้นจึงเข้าสู่การพัฒนากลยุทธ์และแผนงานในยุทธศาสตร์องค์กร ด้วยหลักประสิทธิภาพและการสื่อสารสากล (E : English-Engineering) โดยการนำเอาการผลการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมดในขั้นก่อนหน้านี้มากำหนด กลยุทธ์ใน ๔ ด้าน คือ ๑) กลยุทธ์เชิงรุก (SO) ซึ่งเป็นการใช้จุดแข็งเพื่อสร้างประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ๒) กลยุทธ์เชิงรับ (ST) ซึ่งเป็นการใช้จุดแข็งเพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร ๓) กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO) ซึ่งเป็นการใช้โอกาสที่มีอยู่เพื่อลดจุดอ่อนขององค์กร และ ๔) กลยุทธ์เชิงป้องกัน (WT) ซึ่งเป็นการหาวิธีการลดจุดอ่อนขององค์กรพร้อมทั้งหลีกเลี่ยงอุปสรรคต่าง ๆ ด้วย โดยในแต่ละกลยุทธ์นั้นควรจะมีกลุ่มงานตรง คืองานหลักที่ดำเนินการเพื่อการบรรลุเป้าหมายโดยตรง กลุ่มงานสื่อสาร คืองานที่สร้างความรู้ความเข้าใจภายในองค์กร และภายนอกองค์กร รวมทั้งการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร ด้วย และควรจะมีกลุ่มงานสนับสนุน คืองานรองที่มีส่วนส่งเสริมให้งานตรงประสบผลสำเร็จ ซึ่งแต่ละงานควรกำหนดผู้รับผิดชอบ

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
จากนั้น ให้นำกลยุทธ์และแผนงานทั้งหมดมาตรวจสอบด้วยหลักตรรกะและคุณธรรม (M : Moral-Mathematics) ให้แต่ละงานมีความสมเหตุสมผลในด้านของงบประมาณที่เป็นค่าใช้จ่ายและรายได้ที่ควรจะได้รับ มีความเหมาะสมของการมอบหมายผู้รับผิดชอบ และดำเนินการในห้วงเวลาที่เหมาะสม งานไหนควรเป็นงานเร่งด่วน งานไหนควรทำก่อนทำหลัง อาจจัดทำเป็นแผนงานเร่งด่วน แผนงานประจำปี และแผนงานระยะ ๓ ปี นอกจากนั้นให้นำแต่ละงานมาตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นมาตรฐานสากล รวมไปถึงปรับปรุงงานให้มีการส่งเสริมคุณธรรม การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปัน การมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันของทีมงานภายในองค์กร รวมทั้งการร่วมแรง ร่วมใจกันสร้างสังคมภายในองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งความสุข

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
จากนั้นนำกลยุทธ์และแผนงานทั้งหมดมากลั่นกรองให้แต่ละงานมีความเหมาะสมกับภูมิสังคมภายในองค์กรและสังคมรอบข้าง เหมาะสมกับบริบท สภาพแวดล้อมที่องค์กรอยู่ สอดรับกับวัฒนธรรมขององค์กร รวมไปถึงแต่ละงานมีความถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งกฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องด้วย และเป็นที่ยอมรับของสังคม นอกจากประโยชน์ที่องค์กรพึงจะได้รับโดยตรงแล้ว สังคมโดยรวมก็ควรจะได้รับประโยชน์ไปด้วย
สรุปแล้ว การประยุกต์ใช้ STAR STEMS ร่วมกับ SWOT analysis ในแนวทางดังกล่าวมาแล้วนี้ จะทำให้ได้แผนยุทธศาสตร์องค์กรที่ดี มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ที่นำเอาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาปรับใช้ผสมผสานกับภูมิปัญญาไทย มีตรรกะ สมเหตุสมผล ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ตลอดจนมีความเหมาะสมกับภูมิสังคมไทย สามารถนำไปปฏิบัติได้ ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืนขององค์กร นำไปสู่องค์กรแห่งความสุขได้ในที่สุด ซึ่งย่อมจะดีกว่าการวางแผนที่ใช้ SWOT analysis แต่เพียงลำพัง
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (2567), รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง หลักการและแนวทางการปฏิบัตินวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS สำหรับการสร้างสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุขยั่งยืน, สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.
พหล สง่าเนตร, พลเอก (2568), ยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์สตาร์สะเต็มส์ STAR STEMS STRATEGY, ธนอรุณการพิมพ์, 2568.
สมเกียรติ สัมพันธ์, พลโท (2568), powerpoint, เอกสารประกอบการฝึกประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS แบบปิดจังหวะ (ทีละขั้นตอน), 2568
ด้วยความปรารถนาดีจาก
พล.ท.ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์
ฝ่ายวิชาการและการวิจัย
มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน