น้องๆ นักเรียนนักศึกษาอาจจะเจอปัญหาเรียนบางวิชาไม่ค่อยรู้เรื่อง ถ้าน้องๆ เจอสถานการณ์ในลักษณะนี้ แนะนำให้ลองประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS มาแก้ไขสถานการณ์นี้กัน
เพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้ STAR STEMS ให้เกิดประโยชน์ สมมติสถานการณ์ว่า เด็กชายรักดี อยู่ต่างจังหวัดและเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ค่อยเข้าใจที่ครูสอนเลย เด็กชายรักดีร่วมกับผู้ปกครองจึงมาร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้กับเด็กชายรักดี โดยจะลองเอานวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นี้มาแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยกัน
เริ่มจากทั้งเด็กชายรักดีกับผู้ปกครองมาร่วมกันกำหนดขอบเขตของสถานการณ์ให้เข้าใจตรงกันก่อน ว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นที่ไหน เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ในที่นี้ SBL ก็คือ “เด็กชายรักดี เรียนวิชาคณิตศาสตร์ชั้น ม.1 ที่โรงเรียนไม่เข้าใจจนอาจจะสอบไม่ผ่าน ในเทอมนี้“
จากนั้นในขั้นต่อมา ทั้งผู้ปกครองกับเด็กชายรักดีก็ต้องหารือร่วมกันเพื่อกำหนดเป้าหมายที่เข้าใจตรงกัน (STAR) ที่ควรมี 4 คุณลักษณะที่ดี คือ ยั่งยืน ถูกเวลา ทำได้จริง และตอบโจทย์ตรงตามที่ต้องการ ในตอนแรกๆ ผู้ปกครองก็อยากจะให้ได้เกรด 4 เทอมนี้เลย ด้านเด็กชายรักดีก็รีบบอกทันทีว่าผมจะสอบตกวิชานี้อยู่แล้วนะครับ เหลือเวลาแค่หนึ่งเดือนจะให้ได้เกรด 4 เลยก็คงทำไม่ได้ ในท้ายที่สุดท้ายก็เห็นร่วมกันว่า ในครั้งนี้มีเป้าหมาย STAR ว่า “เด็กชายรักดีจะต้องสอบผ่านวิชาคณิตศาสตร์ในเทอมนี้ และหากได้เกรด 3 ขึ้นไป แล้วไม่มีปัญหาอีก ผู้ปกครองจะมีรางวัลให้“
เมื่อทั้งผู้ปกครองและเด็กชายรักดีได้ SBL และ STAR ที่ตรงกันแล้ว ก็เริ่มหารือกันอย่างเปิดใจยอมรับความเป็นจริง ไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกนำโดยไม่มีเหตุผล ร่วมกันใช้กระบวนการคิด STEMS ในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ภาพที่ 1 การคิดด้วยหลักเหตุ-ผล (S : Scientific thinking)
ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
เริ่มจาก คิดด้วยหลักเหตุ-ผล จากผลที่ปรากฏว่าเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่รู้เรื่อง เรียนไม่เข้าใจ นั้นเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง โดยใช้เทคนิคการสาวจากผลไปหาเหตุ ด้วยการสอบถามว่าทำไมเด็กชายรักดีเรียนวิชาคณิตศาสตร์แล้วไม่เข้าใจ? ตอบว่าครูสอนไม่รู้เรื่อง (โทษผู้อื่นไว้ก่อน) ทำไมฟังครูสอนแล้วไม่รู้เรื่อง? ไม่ได้ตั้งใจฟังครูหรือเปล่า? ตอบว่าตั้งใจฟัง พอไม่เข้าใจก็เลยฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ถามว่าเมื่อฟังแล้วไม่เข้าใจ ทำไมไม่ถามคุณครู? ตอบว่าไม่ชอบถาม เพราะครูชอบดุนักเรียน ถามว่าคุณครูดุนักเรียนทุกคนเลยหรือ? ตอบว่าไม่ดุทุกคน จะดุนักเรียนที่ไม่ตั้งใจเรียน ถามว่าแล้วเราตั้งใจเรียนในสายตาของคุณครูหรือเปล่า? ตอบว่าไม่ค่อยตั้งใจเรียน ถามว่าทำไมไม่ตั้งใจเรียนล่ะ? ตอบว่าไม่ค่อยเข้าใจ ทำไม่ค่อยได้ ก็เลยไม่ชอบเรียนวิชานี้ ถามว่าที่ทำไม่ค่อยได้ เป็นเพราะอะไร? ตอบว่าจำสูตรหรือเรื่องเก่าๆ ที่เคยเรียนมาไม่ค่อยได้แล้ว ตอนนี้ยังบวกลบคูณหารยังไม่คล่องเลย ถามว่าจดสิ่งที่ครูสอนบ้างไหม? ตอบว่าจดมาตามที่ครูเขียนบนกระดาน ถามว่าที่จดมานั้นเข้าใจหรือเปล่า? ตอบว่าเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ถามว่าขาดการฝึกฝนทำการบ้านใช่ไหม? ตอบว่าทำบ้างแต่ส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยได้ ก็เลยไม่ทำ อ่านโจทย์แล้วยังไม่เข้าใจเลย ไม่รู้จะเริ่มอย่างไง ตอนที่ครูสอนตัวอย่างก็พอเข้าใจ แต่พอมาทำเอง ก็ทำไม่ได้ มันยากไปหมด (ถ้ามาถึงตรงนี้ได้ ถือว่าทั้งผู้ปกครองและเด็กชายรักดี ได้ใช้การคิดแบบเหตุ-ผล ตามข้อเท็จจริง ไม่ได้ใช้ข้ออ้างโน่นอ้างนี่ ซึ่งจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย อีกทั้งไม่ได้ใช้อารมณ์โกรธหรือแสดงความไม่พอใจหรือแสดงความกดดันอะไรเลย)

ภาพที่ 2 การค้นด้วยหลักภูมิปัญญาไทยและสากล (T : Thai/Int. – Technology)
ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
ขั้นต่อไปจะเริ่มค้นหาวิธีแก้ไขสถานการณ์นี้ที่เคยมีมาก่อน จากการร่วมกันค้นหาวิธีการเรียนแบบภูมิปัญญาไทย หัวใจนักปราชญ์ คือ สุ (สุตะ การฟัง) จิ (จินตะ การคิด) ปุ (ปุจฉา การถาม) และ ลิ (ลิขิต การเขียน) หมายถึง ให้ตั้งใจฟัง แล้วคิดตามที่ได้ฟัง เมื่อไม่เข้าใจแล้วควรถามเพื่อให้เข้าใจได้ถูกต้อง และต้องเขียนบันทึกไว้เพื่อเน้นย้ำถึงความเข้าใจและจะได้จดจำได้ เอาไว้ทบทวนได้ในภายหลัง ส่วนในด้านภูมิปัญญาสากลได้แนวการฟังที่ดีขั้นแรกเลือกที่จะฟัง (Selecting) ขั้นต่อมา ตั้งใจฟัง จับใจความให้ได้ (Attending) ขั้นต่อมา ทำความเข้าใจสิ่งได้ฟังมา (Understanding) หาความเชื่อมโยงของข้อมูลที่ได้ฟังมาให้เข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งเหล่านั้น และขั้นสุดท้าย จำให้ได้ในสิ่งที่ได้ฟังและเข้าใจ (Remembering) จะเห็นได้ว่าเทคนิคนี้ ให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยจำ สำหรับแนวคิดแบบไทยอีกอันหนึ่งก็คือ แบ่งความรู้ออกเป็น 3 ระดับ คือ รู้ตาม เป็นการรู้ตามที่ได้ฟังได้อ่านของคนอื่น (ครูผู้สอน) เรียกว่า รู้ตามครู รู้ตามตำรา ระดับต่อมาเรียกว่า รู้จริง เป็นความรู้ที่เกิดจากการฝึกฝนทำโจทย์ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นความรู้ที่ต้องลงมือทำเองเท่านั้น ไม่มีใครสอนกันได้ หากสอนก็จะกลับไปอยู่ในระดับรู้ตาม อีก และ รู้ในระดับสูงสุด เรียกว่า รู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งเป็นความรู้ทุกซอกทุกมุม หากเป็นวิชาคณิตศาสตร์นั้นจะอยู่ในระดับที่ออกข้อสอบเองได้เลย รู้ว่าจะถามอะไรได้อีก จะออกข้อสอบกี่ชั้น ได้หมด นับเป็นระดับของครูผู้สอน ทุกคนควรจะอยู่ในระดับนี้ นอกจากนี้ ก็ไปค้นหาเทคนิควิธีการทำโจทย์ ส่วนใหญ่จะไปเรียนพิเศษ ไปติววิชาคณิตศาสตร์จากการเรียนพิเศษ ไปเรียนรู้เทคนิคการแก้โจทย์ต่างๆ ที่ครูแต่ละคนได้ไปคิดค้นมา แต่ก็ยังเป็นการรู้ตามครูผู้สอนอยู่ดี ตัวนักเรียนก็ยังต้องกลับมาฝึกฝนทบทวนจึงจะทำได้จริง ในสมัยนี้มีการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในการสืบค้นหาวิธีการทำโจทย์ใหม่ๆ ซึ่งหาได้โดยง่ายและแพร่หลาย ในเมื่อเป้าหมายต้องสำเร็จภายในหนึ่งเดือน ดังนั้นต้องมองหาความสำเร็จ ก็ต้องใช้อิทธิบาทสี่ หลักธรรมแห่งความสำเร็จ อันประกอบด้วย ฉันทะ ความรัก พอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือสิ่งที่ทำ วิริยะ ความพากเพียรและความขยันอย่างต่อเนื่อง จิตตะ ความเอาใจใส่ มุ่งมั่น และรับผิดชอบสิ่งนั้นๆ และ วิมังสา ความตระหนักไตร่ตรองถึงเหตุและผลด้วยปัญญา และสุดท้ายนำเอาวงจรสตาร์สะเต็มส์มาใช้ในภารกิจนี้ให้สำเร็จ

ภาพที่ 3 การจัดด้วยหลักประสิทธิภาพและการสื่อสารสากล (E : English – Engineering)
ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
หลังจากคิดหาเหต-ผล ค้นหาวิธีการต่างๆ แล้วทั้งผู้ปกครองและเด็กชายรักดีก็นำมาช่วยกันออกแบบวิธีการแก้ไขสถานการณ์เรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่เข้าใจด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ โดยในขั้นแรก ให้เด็กชายรักดีทำใจ จากไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์มาเป็นรู้สึกเฉยๆ ไม่รู้สึกฝืนที่ต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อน วิชานี้เราต้องเรียนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปล่อยไปก็จะมีแต่ปัญหาหนักมากขึ้น เนื่องจากเป็นวิชาที่ต่อเนื่องกัน จากนั้นค่อยปรับทัศนคติให้ชอบให้พอใจที่ได้เรียน ได้ทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ ให้ได้ด้วยความสุขความพอใจ เพราะวิชานี้ไปใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ด้วยสมการคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น นับเป็นภาษาสากลที่ทั่วโลกใช้กัน ดังนั้นถ้ามีปัญหาวิชานี้วิชาเดียวจะส่งผลต่อวิชาอื่นๆ อีกหลายวิชา ดังนั้น ต้องเรียนให้ได้เรียนให้ดี ต้องปรับทัศนคติที่ดีที่ถูกต้อง ให้ชอบและพอใจที่ได้เรียนวิชานี้ด้วยปัญญา ขั้นต่อมา ให้เลือกที่จะฟังครู ตั้งใจฟัง คิดตาม ทำความเข้าใจ แล้วค่อยจำที่ครูสอน ขั้นต่อมา ใช้หลักหัวใจนักปราชญ์ คือ การฟัง การคิด การถาม และการจดบันทึก ให้ครบ ควรถามในสิ่งที่อยากรู้อยากเข้าใจ เพิ่มเติมจากที่ไม่เคยทำมาก่อน ขั้นต่อมา ให้ฝึกฝนทบทวนสิ่งที่ครูสอนด้วยการทำตามตัวอย่างที่ครูให้มา โดยรอบแรกดูตามคิดตามให้เข้าใจความมุ่งหมายในแต่ละขั้นตอนไปจนถึงได้คำตอบ จากนั้น ให้ปิดที่ครูเฉลย แล้วลองทำเองตามที่เข้าใจและจำได้ จนถึงได้คำตอบ หากติดขัดตรงไหน ให้เปิดดูเฉลย เปรียบเทียบสิ่งเราทำ ดูความคิดของเราเองหาเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำไม่ถูก เราผิดตรงไหน เราคิดอะไรผิดไป เราเข้าใจผิดตรงไหน ทำความเข้าใจตามที่ครูสอน ขั้นต่อมา ให้หาโจทย์ที่คล้ายคลึงกันมาลองฝึกทำเองดู โดยหาจากตำราหรือจากอินเทอร์เน็ตก็ได้ อาจเริ่มจากข้อที่มีเฉลยก่อน แล้วทำคล้ายๆ กับขั้นตอนก่อน ฝึกฝนจนคล่องแล้ว จึงปิดเฉลยแล้วลองทำเองดู เมื่อได้คำตอบแล้วนำไปเทียบกับคำตอบเฉลย หากได้ไม่ตรงกับเฉลย ก็ให้ไปดูเฉลย เปรียบเทียบไปทีละขั้นทีละบรรทัดเพื่อหาที่ผิดตรงไหนและวิเคราะห์ตัวเองว่าทำไมถึงผิดแล้วปรับแก้ไขเพื่อไม่ให้ผิดซ้ำอีก เป็นขั้นการฝึกฝนให้ตัวเองเป็นผู้รู้จริงให้ได้ เนื่องจากผู้ที่สอบได้จะต้องเป็นผู้รู้จริงขึ้นไป ในขั้นนี้ควรฝึกฝนการอ่านโจทย์ ตีโจทย์ให้แตก ทุกสิ่งที่ให้มาส่วนมากจะนำมาใช้ในการแก้โจทย์เสมอ ขั้นต่อไป ให้ฝึกฝนพินิจพิจารณาเนื้อหา โจทย์ที่ออกมาถาม ฝึกอ่านโจทย์และคิดตามถึงหลักการ หรือสูตรที่เกี่ยวข้อง ฝึกให้อ่านโจทย์ไป ทำความเข้าใจไป หาวิธีการแก้โจทย์ไป เมื่ออ่านโจทย์จบ แล้วสามารถลงมือทำได้ ถือว่าผ่านขั้นตอนนี้ ขั้นต่อไป ให้ฝึกฝนทำโจทย์ด้วยความรวดเร็ว ในขั้นตอนนี้ หากฝึกฝนทำโจทย์เยอะๆ แล้ว จะเกิดความชำนาญที่พอจะประมาณความยากง่ายและเวลาที่ต้องใช้แก้โจทย์ได้ตั้งแต่ได้อ่านโจทย์เลยทีเดียว ดังนั้นแค่พอรู้ความยากง่ายและประมาณเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละข้อนั้นจะมีประโยชน์ในบริหารเวลาโดยการเลือกทำข้อที่ง่าย ทำถูกต้องแน่นอนและใช้เวลาน้อยๆ ก่อน ในรอบแรก จากนั้นค่อยทำข้อยาก ๆ ที่ใช้เวลามากในภายหลัง ขั้นสุดท้าย เมื่อฝึกฝนจนมีความรู้จริงทำได้แทบจะทุกโจทย์แล้ว ให้ฝึกเดาโจทย์ว่าจะออกมาแบบไหน อย่างไรได้อีก เรียกว่า ฝึกออกโจทย์เอง และขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การสื่อสารพูดคุยบอกกล่าวให้เข้าใจถึงความเป็นไปของการแก้ไขสถานการณ์นี้ระหว่างเด็กชายรักดีกับผู้ปกครองอยู่เสมอ โดยใช้กระบวนการ วงจรสตาร์สะเต็มส์ เป็นระยะทุกสัปดาห์จนกว่าจะถึงเวลาสอบ

ภาพที่ 4 การคัดด้วยหลักตรรกะและคุณธรรม (M : Moral – Mathematics)
ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
ให้นำขั้นตอนวิธีการที่ได้ในขั้นจัดด้วยประสิทธิภาพและการสื่อสารสากล เมื่อนำไปตรวจสอบดูกับสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ไม่เข้าใจวิชาคณิตศาสตร์แล้วส่วนใหญ่ก็ได้แก้ไขตรงต้นตอสาเหตุของปัญหาได้ แต่พบว่ายังไม่ได้แก้ไขการบวกลบคูณหารไม่คล่อง จึงให้เพิ่มเติมวิธีการฝึกเล่นเกมส์ 24 โดยเอาเลขโดด 4 ตัวเลขมาบวกลบคูณหารกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็น 24 เช่น เลขโดด 1 2 3 4 จะได้ 2 x 3 = 6 แล้ว 6 x 4 = 24 และ 24 x 1 = 24 หรือเลข 3 5 6 7 จะได้ 7 – 5 = 2, 2 + 6 = 8, 3 x 8 = 24 เป็นต้น ให้ฝึกเล่นเกมส์ 24 นี้ร่วมกันกับเพื่อนร่วมชั้นก็จะเป็นการดี จะได้บวกลบคูณหารเลขได้คล่องขึ้น และฝึกการมีความคิดที่แยบคาย ไม่ยึดติดกับแนวทางเดิมๆ จนมากเกินไป หากพบว่ายังจำเนื้อหาเดิมๆ ไม่ได้ ก็ให้กลับไปทบทวนให้เข้าใจแล้วค่อยจำ ทั้งนี้วิชาคณิตศาสตร์จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง และผูกพันกับอีกหลายวิชา ดังนั้นจึงเน้นให้เข้าใจเนื้อหาสาระ ก่อนแล้วจึงค่อยจดจำ นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบกับคุณธรรมอิทธิบาทสี่แล้ว ในแต่ละขั้นตอนนั้น ได้แฝงเอาทุกข้อของอิทธิบาทสี่รวมไปด้วยแล้ว เช่นในขั้นตอนการปรับทัศนคตินั้น ได้ให้ตนเองมีฉันทะความพอใจที่ได้เรียนได้ฝึกฝนทำโจทย์วิชาคณิตศาสตร์ ขั้นการฝึกฝนทำโจทย์นั้นก็ต้องใช้วิริยะ ความขยันหมั่นเพียรทำโจทย์เยอะๆ ในขั้นการฝึกฝนแต่ละขั้นตอนก็ต้องเอาใจใส่รับผิดชอบ ไม่เหลาะแหละ ทำโจทย์หนึ่งวัน พักหายไปห้าวัน แบบนี้ถือว่าไม่มีจิตตะ และในแต่ละขั้นของการฝึกฝนทำโจทย์แล้วพินิจพิจารณาถึงข้อบกพร่อง หาสาเหตุที่ทำผิด นั้นเป็นไปตามข้อวิมังสา แต่หากจะให้เห็นชัดเจน ก็ให้มีการทบทวนตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่าได้ทำแต่ละข้อของอิทธิบาทได้ครบถ้วน และที่สำคัญที่สุด เด็กชายรักดีต้องมีความสุขที่ได้ทำการแก้ไขสถานการณ์นี้ได้

ภาพที่ 5 การกรองด้วยหลักภูมิสังคม (S : Socio-geology)
ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
ในการกรองด้วยภูมิสังคมนี้ จะเห็นได้ว่าวิธีการที่จะใช้แก้สถานการณ์นี้ไม่ได้มุ่งไปที่การเรียนพิเศษเลย ทั้งนี้เด็กชายรักดีอยู่ที่ต่างจังหวัดจึงไม่ง่ายที่จะหาที่เรียนพิเศษที่ดีมีคุณภาพได้ แต่จะใช้หลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง ใช้หลักการพึ่งพาตนเอง ทำให้ตนเองเข้มแข็ง จากรู้ตาม เป็นรู้จริง และรู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ทำให้เกิดความยั่งยืน ทำให้ปัญหานี้หมดไปอย่างถาวร

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)
แล้วท่านคิดว่าหากเด็กชายรักดีจะทำตามวิธีการที่ร่วมกับผู้ปกครองคิดขึ้นมาแล้วนำไปปฏิบัติ เข้าวงรอบของวงจรสตาร์สะเต็มส์ จนกว่าจะได้ผลตามเป้าหมาย STAR ที่วางไว้ว่า “เด็กชายรักดีจะต้องสอบผ่านวิชาคณิตศาสตร์ในเทอมนี้ และหากได้เกรด 3 ขึ้นไป แล้วไม่มีปัญหาอีก ผู้ปกครองจะมีรางวัลให้” ได้หรือไม่? เป็นอะไรที่น่าคิดและติดตามนะครับ
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (2567), รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง หลักการและแนวทางการปฏิบัตินวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS สำหรับการสร้างสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุขยั่งยืน, สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.
พหล สง่าเนตร, พลเอก (2568), ยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์สตาร์สะเต็มส์ STAR STEMS STRATEGY, ธนอรุณการพิมพ์, 2568.
ด้วยความปรารถนาดีจาก
พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์
ฝ่ายวิชาการและการวิจัย
มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน