Skip to content

เทคนิคการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในชีวิตประจำวัน

รูปที่ 1 เทคนิคการใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในชีวิตประจำวัน

ที่มา พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์ (ผู้เขียน)

หลังจากที่ได้เรียนรู้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS มาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่ได้ประยุกต์ใช้มากนัก จึงอาจจะยังไม่มีประสบการณ์หรือกระบวนการคิดแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันด้วยกระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS โดยอัตโนมัติ แต่จะมีวิธีคิดในรูปแบบเดิม ๆ ที่คุ้นเคยมาก่อน เมื่อมีสถานการณ์เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน ก็มักจะตั้งหลักไม่ทัน โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก มีอารมณ์ร่วมด้วยแล้ว ส่วนใหญ่มักจะไม่ทันที่จะได้ใช้กระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในการค้นหาวิธีการแก้ไข แต่มักจะใช้ประสบการณ์เดิม ๆ ที่มีมาก่อน หาวิธีการที่ได้ในขณะนั้น แล้วใช้ไปก่อน ซึ่งก็เป็นปรกติธรรมดา แต่เรามักจะเกิดความเสียดายหรือเสียใจที่ไม่ได้ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผ่านมาแล้วและส่งผลเสียหายตามมา ดังนั้น จึงควรจะรู้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพื่อที่จะใช้ตั้งหลักให้ได้ก่อนและทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีสติ รู้ตัวก่อนว่าเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น? เป็นความจริงที่ว่าการมีสติหรือขาดสตินั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่มีใครจะเตือนสติกันได้ก่อน มีแต่เกิดขึ้นแล้วมาบอกกันทีหลัง ดังนั้นการมีสติ หรือขาดสติ จึงเป็นด่านสำคัญด่านแรกที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ หากขาดสติไปนาน อาจจะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทัน และเกิดความเสียหายตามมาได้

การมีสติที่สมบูรณ์คือรู้ตัวตลอดเวลานั้นเป็นยอดปรารถนาของทุกคน เพราะหากมีสติรู้ว่าเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น และมีสติรู้ตัวว่าจะสนองตอบแบบไหนดีกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ย่อมทำความผิดพลาดต่อสถานการณ์นั้นน้อยลง ดังนั้นการมีสติจึงมีประโยชน์มากมาย แต่การมีสติรู้ตัวตลอดเวลานั้น น้อยคนที่จะสามารถทำได้ ตามที่เคยกล่าวมาแล้วว่าคนเป็นสัตว์ที่ต้องพัฒนาจึงจะเอาตัวรอดได้และเป็นสัตว์ที่พัฒนาได้ ดังนั้น การฝึกให้มีสติ จึงเป็นสิ่งที่ควรฝึกให้มีในตนเองให้ได้ การฝึกให้มีสตินั้นเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากความชำนาญในการมีสติที่ได้ฝึกมานั้นไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับตัวเราเองได้ทันเวลา นั่นเอง การฝึกสตินั้นหลายคนอาจจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องเฉพาะทางศาสนา แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคน ไม่ว่าจะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใด ก็ทำได้ เพราะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของจิตใจที่มีในทุกคน โดยมีหลักการแค่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ใจของเราต้องรู้ตัวว่ามันเกิดขึ้น ง่าย ๆ เลย ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากมายเลย เด็กตัวเล็ก ๆ ก็ทำได้ แต่ที่ควรจะนำเอาเทคนิคทางศาสนา โดยเฉพาะทางพุทธศาสนามาปรับใช้นั้น เพราะเป็นเทคนิคที่พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลดี นั่นเอง เทคนิคมีอยู่ว่าใช้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราตลอดเวลาในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และง่ายในการทำให้รู้ตัว นั่นคือการหายใจ ทุกคนต้องหายใจ ไม่หายใจก็คือตาย เมื่อหายใจเข้าก็ฝึกให้รู้ตัว เมื่อหายใจออกก็ฝึกให้รู้ตัว เมื่อหายใจเข้ายาวหรือสั้นก็ฝึกให้รู้ตัว เมื่อหายใจออกยาวหรือสั้นก็ฝึกให้รู้ตัว เมื่อฝึกให้รู้ตัวในสิ่งเดียวกันคือลมหายใจอย่างต่อเนื่องยาวนาน จิตใจเราก็จะเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติของจิตใจอีกอย่างที่เรียกว่า สมาธิ คือตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับลมหายใจและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ส่วนจะมีสมาธิมากขึ้นเป็นขั้นๆ นั้น จะไม่กล่าวถึงในที่นี้ เนื่องจากการฝึกอานาปานสติตามพุทธพจน์นั้นมีถึง 16 ขั้นตอนแล้วเป็นไปเพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา จนรู้จริงรู้แจ้งที่เรียกว่าบรรลุธรรมได้ตามความสามารถของแต่ละคนไป ซึ่งในที่นี้จะนำเอาเทคนิคบางส่วนมาใช้เท่านั้น และ ไม่ใช่อานาปานสติตามพุทธพจน์ ที่ทำเช่นนี้เพราะเราจะใช้ประโยชน์ของจิตใจที่ฝึกสติหรือสมาธิมาแก้ไขสถานการณ์ที่เป็นปัญหาทางโลกที่ไม่ได้สลับซับซ้อนยุ่งยากเท่ากับปัญหาทางด้านจิตใจ ซึ่งการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวไม่ต้องใช้สมาธิขั้นสูงก็ได้ แต่จะใช้ประโยชน์จากการที่จิตใจมีสมาธิที่ดี ที่จะส่งผลให้จิตใจมีปัญญามากขึ้น มากพอที่จะหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์นั้นได้

เทคนิคอีกอันหนึ่งก็คือการฝึกเรียกสติรู้ตัว โดยฝึกสำรวจตนเองเป็นระยะ ๆ กล่าวคือ สำรวจกริยาอาการทางกายที่กำลังเกิดขึ้น (นั่ง นอน ยืน เดิน การหายใจ) ก็รู้ในขณะนั้น เป็นการดึงสติมาอยู่กับตัว ไม่ล่อยลอยไป อันนี้ง่ายที่สุดเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงช้า ดูได้ทัน เพียงระยะสั้นๆ พอจะดึงสติกลับมา จากนั้นสำรวจสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตนเอง อะไรที่เกิดขึ้นและเราแก้ไขสำเร็จไปแล้ว เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับ อะไรที่เราทำได้ดีแล้ว อะไรที่เราควรทำได้ดีกว่าเดิม อะไรที่ยังแก้ไขไม่สำเร็จ ทบทวนตัวเราเอง อะไรที่จะทำให้สำเร็จได้ในวันนี้ อะไรที่จะทำให้สำเร็จในวันต่อไป

กลับมาสู่สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เมื่อเรามีสติรู้ตัวว่าเกิดสถานการณ์อะไรขึ้นในขณะนั้นแล้ว เราก็จะใช้สตินั้นมาคิดพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในระหว่างนั้นเราก็อาจเกิดความรู้สึก ชอบ หรือ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ เราก็ต้องมีสติพอที่จะรู้ตัวด้วยว่าเรารู้สึกอย่างไร บางทีอาจไปถึงขั้นมีใจอยากได้หรือไม่อยากได้ในแวบหนึ่งนั้นเลยก็มี ซึ่งเราก็ต้องฝึกให้มีสติรู้ตัวเองด้วยว่า จิตใจของเรานั้นคิดเห็นอย่างไร แต่เราก็ไม่ต้องการที่จะเร่งรีบตอบสนองออกไปโดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้านตามกระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ก่อน ดังนั้นเราจึงต้องมีสติรู้ตัวยับยั้งการตอบสนองใดๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งถ้าหากฝึกฝนบ่อย ๆ เราก็จะมีความสามารถนี้ขึ้นได้เอง

ถ้าเป็นสถานการณ์ของกลุ่ม ที่มีหลายคนเกี่ยวข้อง ผู้ที่ตั้งสติได้ก่อน ก็ควรจะแจ้งเตือนคนที่เหลือว่าเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ภายในกลุ่มเกิดสติความรู้ตัวทั่วพร้อมที่จะรับมือขึ้นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทัน จากนี้ไปเป็นกระบวนการที่จะร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันได้แค่ไหน ขึ้นอยู่กับผู้นำธรรมชาติหรือผู้นำในกลุ่มที่นำเข้าสู่กระบวนการคิดรอบ คิดร่วมได้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อตั้งหลักได้แล้ว ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS โดยใช้สติรู้ตัวที่เกิดขึ้นมาคิดพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้กรอบขอบเขตว่าเกิดอะไรขึ้น (What) เกิดขึ้นที่ไหน (Where) เกิดขึ้นเมื่อไหร่ (When) มีใครเกี่ยวข้องบ้าง (Who)

จากนั้นก็ใช้สติที่เกิดขึ้นมาพิจารณากำหนดเป้าหมายปลายทางที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะสม ที่เรียกว่า STAR ซึ่งในขั้นนี้จะเริ่มนำเอาความรู้สึกกับความต้องการที่แต่ละคนมีออกมาใช้ต่อรอง ออกมานำเสนอเพื่อให้กลุ่มยอมรับกับความชอบอยากได้ หรือความไม่ชอบไม่อยากได้ในส่วนของตน (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แทบจะทุกคนจะซ่อนในส่วนความต้องการส่วนตนนี้และมักจะแฝงเอาไว้ในข้อเสนอที่ให้เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม) ซึ่งในกระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS จะมีการแลกเปลี่ยนมุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปได้ มีการยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ โดยยึดเอาหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมทั้งมีความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนดขึ้น เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้ มีเหตุมีผล มีข้อเท็จจริงรองรับ โดยใช้ความรู้สึกให้น้อยที่สุด ซึ่งการกำหนด STAR นั้นจะมุ่งให้มีความยั่งยืน เหมาะกับเวลา ทำได้จริง และตอบสนองความต้องการ เราจะเห็นได้ว่าหากมีการแลกเปลี่ยนความคิดความอ่าน ยอมรับฟังซึ่งกันและกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้ว ย่อมจะได้ STAR ที่ทุกคนยอมรับได้และจะไปให้ถึงร่วมกัน

เมื่อมาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าในกลุ่มจะใช้สติที่เกิดขึ้นมาคิดพิจารณาในเรื่องเดียวกันของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ละคนก็จะเกิดสมาธิขึ้นมากน้อยตามแต่ประสบการณ์ที่แต่ละคนสะสมมา ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการพินิจพิจารณาในขั้นต่อ ๆ ไป จนมีเกิดปัญญา ความรู้ ความเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์นั้นได้ ซึ่งก็คือการดำเนินการตามกระบวนการ STEMS ของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS นั่นเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะใช้สติที่เกิดขึ้นมา คิดหาสาเหตุที่ทำให้เกิดสถานการณ์นั้นขึ้น หาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาเสนอแลกเปลี่ยนกันภายในกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร (How) ทำไมถึงเกิดขึ้น (Why) แล้วจึงค้นหาวิธีการแก้ไขด้วยภูมิปัญญาไทยและสากลที่เคยทำมาก่อน หรือค้นหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะนำมาช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ จากนั้นจึงช่วยกันจัดวิธีการแก้ไขสถานการณ์ออกมาเป็นงานย่อย ๆ ทั้งงานแก้ไขสถานการณ์โดยตรง (งานตรง) งานสื่อสารทำความเข้าใจระหว่างทีมงานหรือประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบ (งานสื่อสาร) และงานสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ให้สำเร็จ (งานอ้อม) ออกมาเป็นขั้นเป็นตอนของการดำเนินการ มีผู้รับผิดชอบแต่ละงาน มีเงินสนับสนุน มีตัวชี้วัดความสำเร็จของงงาน แล้วจึงนำวิธีการทั้งหมดไปคัดด้วยหลักตรรกะและคุณธรรม ให้มีความสมเหตุสมผล พอประมาณ มีสถิติการคำนวณรองรับ ไม่ทำอะไรเกินความจำเป็นหรือไม่คุ้มค่า ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนเสียหายในภายหลัง และกรองด้วยหลักภูมิสังคม ให้เหมาะสมกับความเชื่อ วัฒนธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่ผ่านการคัดกรองเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่กลุ่มจะหามาได้ในขณะนั้นเพื่อใช้แก้ไขสถานการณ์ SBL จนได้ผลตาม STAR ที่ต้องการ ในที่สุด

หากผู้ที่เกี่ยวข้องในกลุ่มยังไม่พร้อมที่จะร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ตามกระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS อาจจะยังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร แต่ให้เราใช้ความเป็นผู้นำในตัวเราเอง นำการใช้กระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้แต่เป็นเพียงผู้เดียวในกลุ่มก็ไม่เป็นไร โดยใช้กระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS แบบใช้ฝ่ายเดียว เป็นแนวทางในใจ กล่าวคือ เมื่อคนที่เหลือในกลุ่มจะร่วมกันแก้ไขสถานการณ์แต่ใช้ประสบการณ์ความรู้ความเข้าใจหรือกระบวนการของเขากันเอง ให้ตัวเราเองตรวจสอบว่าแนวทางวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่กลุ่มกำลังดำเนินการนั้นสอดคล้องกับกระบวนการของนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน อะไรที่สอดคล้องในแต่ละขั้นตอนแล้ว ก็ปล่อยให้ไปต่อ แต่หากยังบกพร่อง ไม่ครบถ้วนในขั้นไหน ให้เรานำเสนอเพื่อเติมเต็มสิ่งขาดไป อาจจะมีการกระโดดข้ามขั้นตอนไปมาบ้างตามแต่ในกลุ่มจะพาไป ก็ไม่เป็นไร แต่จำเป็นที่จะให้เรานำกลับไปเติมเต็มสิ่งที่พร่องให้สมบูรณ์เท่าที่จะทำได้ หากเราดำเนินการในลักษณะที่ ติเพื่อก่อ เป็นไปในทางบวก เสนอในสิ่งที่ทำให้ดีขึ้น ทำให้สมบูรณ์ขึ้น มักจะเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเสมอ ในความเป็นจริงนั้นทุกคนที่มีแนวคิดที่ดีๆ มักจะสอดคล้องกับนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS ไม่มากก็น้อย แม้จะไม่เคยรู้จักมาก่อนก็ตาม แต่อาจจะไม่คิดไม่ทำเป็นกระบวนการขั้นตอนตามนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS เท่านั้นเอง ดังนั้นการที่เรานำเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล มีตรรกะ มีคูณธรรม จริยธรรม เหมาะสมกับภูมิสังคม และมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับให้กับกลุ่มที่แม้จะไม่รู้จักนวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS มาก่อน จึงไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ ตามมา

โดยสรุปแล้ว การมีสตินั้นมีความสำคัญต่อทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา แม้จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญมากแค่ไหน หากขาดสติความรู้ตัว ย่อมไม่สามารถจะนำความรู้ความเชี่ยวชาญเหล่านั้นมาใช้ได้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดั่งคำกล่าวที่ว่า สติไม่มา ปัญญาไม่เกิด จึงเป็นข้อสรุปได้ว่า หากเกิดสถานการณ์ขึ้น แต่สติไม่มา ปัญญาที่จะเกิดจากการใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS หาวิธีแก้ไขก็ไม่เกิดขึ้น เช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (2567), รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง หลักการและแนวทางการปฏิบัตินวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS สำหรับการสร้างสังคม รู้ รัก สามัคคี มีสันติสุขยั่งยืน, สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา.

พหล สง่าเนตร, พลเอก (2568), ยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์สตาร์สะเต็มส์ STAR STEMS STRATEGY, ธนอรุณการพิมพ์, 2568.

สมเกียรติ สัมพันธ์, พลโท (2568), powerpoint, เอกสารประกอบการฝึกประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางปัญญา STAR STEMS แบบปิดจังหวะ (ทีละขั้นตอน), 2568

ด้วยความปรารถนาดีจาก

พลโท ดร.สมเกียรติ สัมพันธ์

ฝ่ายวิชาการและการวิจัย

มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *